สัมภาษณ์นักเขียน

Riordan ใส่ความตั้งใจพร้อมเรื่องราวที่อยากถ่ายทอดผ่าน “กู่มี่เอิน"

บทสัมภาษณ์

กู่มี่เอิน ต้าเจี่ยผู้ยิ่งใหญ่ เป็นนวนิยายจีนจากปลายปากกานักเขียนชาวไทย “Riordan” ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องแรกของเธอที่ได้ตีพิมพ์ โดยผู้เขียนบอกว่า วินาทีแรกที่ถูกทาบทามให้ตีพิมพ์กับสำนักพิมพ์ Princess ในเครือสถาพรบุ๊คส์ หัวใจแทบหยุดเต้น เพราะไม่ได้คาดหวังว่าเรื่องนี้จะได้พิมพ์เป็นเล่มอยู่แล้ว ต่อให้นักอ่านหลายท่านถามกันเข้ามาก็ตาม เหมือนว่าลึกๆ แล้วจะปักใจมาตั้งแต่สมัยก่อนว่า ‘มันเป็นไปไม่ได้หรอก มันเกินเอื้อมไป’

ฉะนั้น ‘กู่มี่เอิน’ จึงเป็นประสบการณ์ใหม่ที่เปิดประตูให้นักอ่านคนหนึ่ง ได้ก้าวข้ามไปเป็นนักเขียน และในที่สุดโลกของ Riordan ก็ถูกส่งต่อไปให้คนอื่นๆ ได้เข้ามาสัมผัสกันมากขึ้น

Riordan เรียกได้ว่าเป็นนักอ่านตัวยง เธออ่านหนังสือหลากหลายประเภทซึ่งส่วนใหญ่เป็นนิยายแปล ทั้งเป็นแนวรัก แฟนตาซี กำลังภายใน สงคราม Yaoi ลึกลับ ฯลฯ ซึ่งสัดส่วนของนิยายแปลฝั่งจีนจะมากกว่าฝั่งญี่ปุ่น เพราะพลอตของนักเขียนจากแผ่นดินใหญ่เป็นอะไรที่เปิดมุมมองจินตนาการอย่างแท้จริง

จุดเริ่มต้นการเป็นนักเขียนของ Riordan นั้น เธอเล่าให้ฟังว่า “นับย้อนกลับไปตั้งแต่ 11 ปีก่อน ช่วงตั้งแต่สมัยมัธยมต้นเลยค่ะ เพราะตอนนั้นติดพวกอนิเมชันญี่ปุ่นมากถึงขั้นที่คุยว่าอนาคตจะทำงานทางสายนี้

พอผนวกกับที่เป็นคนช่างจินตนาการ ก็เลยได้ฉากสนุกๆ เหมือนการ์ตูนเรื่องหนึ่ง จึงอยากวาดภาพในหัวนั้นออกมา แต่ว่าเพราะฝีมือการวาดภาพหรือเขียนการ์ตูนในสมัยนั้นอ่อนด้อยเอามากๆ ทำให้ไม่สามารถวาดฉากอย่างที่ Riordan ต้องการได้สักที ทำให้สุดท้าย...สิ่งที่ง่ายที่สุดในการถ่ายทอดภาพในจินตนาการนั้นออกมาก็คือ ‘การเขียน’ ค่ะ”

ส่วนแรงบันดาลใจในการแต่งเรื่อง ‘กู่มี่เอิน’ เธอบอกว่า มันเป็นเพียงฉากสั้นๆ ไม่กี่ฉาก ที่จู่ๆ ก็ผุดขึ้นมาในห้วงความคิดซึ่งเป็นช่วงที่ Riordan กำลังเหม่อ เป็นฉากในความคิดที่เหมือนกับตนเองกำลังดูทีเซอร์ของหนังเรื่องหนึ่ง ที่คัดเอาฉากเด่นๆ ออกมากระตุ้นให้ผู้ชมนึกอยากตีตั๋วเข้าไปชมดูในรูปแบบเต็มซึ่งส่วนมากปรากฏเป็นฉากที่จะอยู่ช่วงกลางถึงท้ายๆ และเพราะมันเป็นฉากที่จู่ๆ ก็ผุดออกมาแบบไม่มีที่มาที่ไป ฉะนั้น Riordan จึงต้องมาปูพรมเนื้อเรื่องถึงที่มาและสร้างรากฐานตัวละครขึ้นมาใหม่ ก่อนที่จะผูกมัดเอาฉากที่กระจัดกระจายเหล่านั้นให้กลับมารวมกันได้เป็นเรื่องๆ หนึ่ง
เรื่องนี้มี 5 พี่น้องเป็นตัวละครหลัก Riordan เล่าถึงตัวละครแต่ละตัวให้ฟังว่า

‘กู่มี่เอิน’ ตัวเอกหญิงของเรื่องที่อายุเกือบ 30 ปี มีนิสัยร่าเริง จิตใจดี และเต็มไปด้วยความเชื่อมั่น กล้าหาญ แต่เดิมเธอทำอาชีพเกี่ยวกับการวิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้านโภชนาการที่ต้องไปมาหลายที่จึงมีความรู้รอบตัวในโลกเดิมเยอะพอตัว
‘หยางหมิง’ ลูกชายคนโตของบ้านที่มีลักษณะของความเป็นผู้นำ และผลักดันตัวเองให้กลายเป็นผู้ใหญ่ ภายนอกเป็นคนสุขุม เย็นชา และมีความรับผิดชอบสูงมาก แต่หากให้นิยามแบบตรงตัวแล้ว …เขาจัดเป็นตัวอันตรายที่สามารถสังหารคนได้ด้วยใบหน้าที่ยังคงยิ้มแย้ม โดยที่ผู้ถูกฆ่ายังคงหลงใหลอยู่กับความงามและความอ่อนโยนบนใบหน้าของเขา
‘หยางเซิง’ แต่เดิมเป็นเด็กที่หัวร้อน ดื้อรั้น ซื่อสัตย์ บ้าพลัง และไม่ค่อยมีเล่ห์เหลี่ยมมากนัก ทว่ากาลเวลาผันเปลี่ยนไป เขาก็จะเป็นอีกคนที่อนาคตจะมีการเปลี่ยนแปลงตัวเอง ที่แม้จะไม่มากเท่าบรรดาน้องเล็ก ทว่าเขาก็ได้เปลี่ยนไปในทางตรงกันข้าม โดยเพิ่มเติมความดุดันที่ชวนข่มขวัญผู้คนเข้าไปด้วย

‘เล่อฉวี่’ สาวงามล่มเมืองในอนาคต เป็นเด็กที่น่ารัก ช่างฉอเลาะเอาใจ และเจ้าแผนการซึ่งมีลักษณะเหมือนคุณหนูตัวร้าย ซึ่งต่อไปสถานการณ์จะบีบคั้นตัวเธอให้เกิดการเติบโตไปถึงจุดที่ใกล้เคียงกับคำว่า ‘สวยสังหาร’ เป็นดอกไม้ที่เต็มไปด้วยหนามพิษ
และ ‘หยางจื้อ’ เด็กคนนี้ตั้งแต่เด็กจะมีลักษณะของเด็กที่ดูอ่อนโยน พูดน้อย ใจเย็น ทว่าในสมองเต็มไปด้วยเล่ห์กล และรู้เท่าทันผู้อื่น เขาเป็นคนที่ให้อารมณ์ ‘ร้ายต่อคนทั้งโลก ทว่าดีต่อพี่ใหญ่เพียงผู้เดียว’ ได้ดีที่สุดในบรรดาน้องๆ
‘กู่มี่เอิน’ แบ่งเป็น 4 ภาค 5 เล่มจบ ซึ่งในภาคสุดท้าย พี่น้องทั้ง 5 คนจะได้เริ่มจากกันออกไปสร้างเส้นทางของตนเอง โดยเรื่องนี้มีหลายอย่างที่นักเขียนต้องการสื่อสารกับผู้อ่าน ที่เด่นก็เป็นเรื่องของความต้องการที่จะแบ่งปันความรู้รอบตัวที่ Riordan ได้ยิน ได้ฟัง หรือได้อ่านมา ซึ่งหลายๆ ข้อมูลนั้นก็ไม่ได้เป็นข้อมูลที่หากันได้ง่ายๆ เพราะมันเป็นประสบการณ์จากคนรอบตัวที่ได้ไปเรียนรู้มาจากที่อื่นในสถานการณ์พิเศษ และนอกเหนือจากนั้นก็เป็นเรื่องความประทับใจในมุมมองเบื้องหลังของเหล่าขุนนางในประวัติศาสตร์ กับคำพูดคำพูดหนึ่งของเขาที่ไปปรากฏในเรื่องแล้วตอนนี้ว่า“คนที่ชิงชังความชั่ว ไม่สมควรเป็นขุนนางชั้นผู้ใหญ่” คำพูดที่ฟังดูแล้วคิดว่าคนพูดคงจะไม่ใช่คนดีอะไร แต่ทว่าแท้จริงแล้วเขาเป็นขุนนางผู้มีชื่อเสียงที่ชื่อ ‘กว่านจ้ง’ ที่เป็นถึงนักปกครองแผ่นดินอัจฉริยะคนหนึ่งของประวัติศาสตร์

บุคคลท่านนี้นั้น ‘ขงจื้อ’ ยังเคยกล่าวถึงไว้ว่า “กว่านจ้งเป็นนักปกครองอัจฉริยะ สร้างความผาสุกแก่ราชอาณาจักร มาตรแม้นไม่มีกว่านจ้งเกิดมาแล้ว แผ่นดินก็คงตกเป็นของคนป่าคนเถื่อน และผู้คนสมัยนี้...คงมีความเป็นอยู่แบบคนฮวนไปแล้ว”
คำพูดของขงจื้อที่ฟังขัดแย้งกันกับคำพูดจากตัวกว่านจ้งนี้ หากให้มองเป็นกลาง...มันก็คือการสอนคนให้ใช้ชีวิตให้เป็น และอยู่ให้ได้ในสภาวะสังคมที่โหดร้ายซึ่งเต็มไปด้วยผู้ที่ต้องการทำร้ายหรือหลอกลวง หากว่าเราเผลอเปิดช่องทางให้
ในนิยายเรื่องนี้ ก็นำไปปรับใช้กับเหล่าตัวละครที่จะเดินเข้าสู่โลกที่โหดร้ายอย่างไม่รู้ประสีประสา สุดท้ายถึงจุดที่พวกเขาคิดได้ว่า ‘เมื่อไม่อาจเปลี่ยนแปลงและขัดเกลาตัวเองได้ ธรรมชาติก็จะคัดสรรและกำจัดผู้ที่อ่อนแออย่างเขาออกไปในที่สุด’
ท้ายสุดนักเขียนฝากไว้ว่า “ขอฝากกู่มี่เอิน ต้าเจี่ยผู้ยิ่งใหญ่ด้วยนะคะ แม้จะไม่ได้เป็นผลงานเรื่องแรกที่เขียน แต่ก็เป็นผลงานเรื่องแรกที่ได้ตีพิมพ์ และเป็นเรื่องแรกเล่มแรกที่ Riordan ประทับเอาไว้ในใจแบบจับจิต ซึ่งทุกๆ หน้ากระดาษย่อมมีความทุ่มเทมากมายสอดแทรกเอาไว้ในนั้น

ตอนนี้พี่สาวกำลังจะวางแผงบน www.satapornbooks.com และที่หน้าร้านค้าชั้นนำทั่วไปแล้ว อย่าลืมสู่ขอพี่สาวมี่เอินไปวางไว้บนหิ้งหนังสือที่บ้านของทุกท่านด้วยนะคะ”