ราชันบุปผาไหว้ศพ

ตอนที่ 1 บทนำ

 


บทนำ


 


ถ้าเกิดเด็กคนนี้ ย่อมหมายถึงเวลาที่เหล่าอสูรจะตื่น


เด็กทารกเพศหญิงนี่น่ะรึ?


ใช่


แล้ว---’


เธอเป็นราชันแห่งยักษา


.


           
  .


.


เสียงคนสองคนพูดคุยกันดังขึ้นในความมืด
เด็กหญิงเกล้ามวยผมรวบครึ่งหนึ่งและปล่อยส่วนที่เหลือลงมายาวถึงสะโพก
ประดับด้วยปิ่นปักผมสองอันและรัดเกล้าฝังด้วยอัญมณีสีแดงนั้นลืมตาปรือขึ้น
เธอขยี้ตาก่อนจะเงยหน้าจากโต๊ะที่ฟุบหลับลงไป แล้วมองไปรอบ ๆ ห้องที่พื้น ผนัง
และเพดานนั้นทำจากไม้เพราะเป็นเรือนไทย
บรรยากาศในห้องค่อนข้างสลัวแม้จะเปิดไฟไว้ก็ตามที
หลังจากที่สมองเบลอไปครู่หนึ่งเพราะเพิ่งตื่น ศรีก็นึกขึ้นได้ว่าก่อนหลับไปตนเองทำอะไรอยู่
เธอก้มลงมองหนังสือเรียนและสมุดที่จดเนื้อหาต่าง ๆ


ช่วงนี้ใกล้สอบปลายของเทอมสองแล้ว วัยประถมใกล้จะจบลงเต็มที
หลายคนอาจจะเสียใจที่ต้องจากเพื่อนแต่สำหรับศรีมันไม่ใช่
มีเพียงเธอเท่านั้นที่ไม่ยึดติดกับเพื่อน


เธอเป็นยักษ์


ข่าวลือจากวัยเด็กของเธอแพร่สะพัดไปทั่วโรงเรียนทันทีที่ย้ายมาตอน ป.
ดูเหมือนว่าจะมีญาติเธอที่รู้เรื่องนี้เรียนที่เดียวกันถึงได้มีคนรู้ว่าภูมิหลังเธอเป็นอย่างไร
และเพราะแบบนั้นมันทำให้มีแต่คนหวาดระแวงเธอแทบทุกคน มีน้อยมากที่ไม่เชื่อข่าวลือ
ฉะนั้นแล้วเรื่องนั้นมันแทบจะทำให้เธอไม่มีเพื่อนเลย


ศรีไม่อยากนึกถึงมัน เพราะมันมักจะตอกย้ำว่าเธอแปลกจากคนอื่นเพียงใด
นับแต่เกิดและโตมาไม่ว่าจะคนนอกที่รู้หรือญาติของเธอก็ล้วนเกลียดชัง
ยิ่งคนในตระกูล วีรสังฆะ
ตระกูลฝ่ายพ่อล่วงรู้พลังที่หลับใหลในตัวเธอมากเท่าไหร่ก็ยิ่งรังเกียจและหวาดกลัวราวกับเธอไม่ใช่คน


เด็กหญิงผมสีดำขลับส่ายหน้าเพื่อไล่ความคิดฟุ้งซ่าน การคิดอะไร ๆ
ในแง่ลบไม่ได้เป็นผลดีต่อเธอเลย
ศรีลุกขึ้นจากเก้าอี้แล้วเดินออกจากห้องแล้วเดินผ่านห้องต่าง ๆ
ระหว่างนั้นก็ได้กลิ่นหอมของอาหารที่โชยมาจากห้องครัว เธอมุ่งหน้าไปทางห้องนั้น
เมื่อมาถึงศรีก็พบกับเด็กสาวในชุดมัธยมปลาย
ผมหยักศกสีงาช้างนั้นรวบขึ้นสูงแต่ก็ยังยาวถึงเอวอยู่ดี
และประดับด้วยปิ่นปักไทยสองอันในข้างเดียว เด็กหญิงยิ้มบาง ๆ
เมื่อรู้ว่าผู้ที่กำลังทำอาหารอยู่คือใคร


พี่อสุราคะ


เด็กสาวเจ้าของนามนั้นหันหน้ามาระหว่างที่กำลังชิมต้มจืดตำลึงอยู่
เธอคลี่ยิ้มเมื่อเห็นน้องสาวของตนเอง


หิวหรือยัง? พี่เพิ่งทำอาหารเย็นเองอสุราเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
ศรีเดินเข้ามาในห้องครัวแล้วมองต้มจืดตำลึงในหม้อที่กำลังต้มอยู่พร้อมกับกล่าวตอบ
ยังค่ะ แต่ท้องมันก็ว่าง ๆ อยู่               


กินอะไรรองท้องหน่อยก็ได้นะ
ต้มจืดใกล้เสร็จแล้วแต่พี่ยังไม่ได้ทอดปลาทูเลย
อสุรากล่าวแล้วเดินไปหยิบปลาทูในตู้เย็นออกมาก่อนจะกลับมา


ให้หนูช่วยมั้ยคะ?


ไม่เป็นไรหรอก ไปอ่านหนังสือก่อนเถอะ


ต้องเป็นพี่ไม่ใช่เหรอ? เรียนหนักกว่าหนูอีกนะ


พี่ยังไม่อ่านตอนนี้หรอก
ยัดใส่สมองก็ใช่ว่าจะดีนัก


อสุราพูดขำ ๆ
เธอเริ่มทอดปลาทูในกระทะหลังจากที่ตั้งเตาแก๊สและใส่น้ำมันลงไปแล้ว
ระหว่างนั้นศรีก็นึกถึงเรื่องเรียนต่อหลังจากนี้
เธอครุ่นคิดอะไรบางอย่างแล้วเอ่ยถาม


พี่อสุราคะ จะย้ายที่เรียนหรือเปล่าคะ?


หืม? ทำไมถึงถามอย่างนั้นล่ะ?อสุราแปลกใจเพราะตอนนี้เธอยังเรียน
.๔ อยู่เลย ถ้าเป็น ม.๓ ก็ว่าไปอย่าง


คือ หนูอยากย้ายที่เรียนน่ะค่ะเสียงของศรีแผ่วเบา
อสุราละสายตาจากปลาทูที่กำลังทอดมามองศรีอย่างกังวล
เพราะเธอรู้ว่าน้องสาวตนเองหมายถึงอะไร


แน่ใจนะ? แล้วเพื่อนที่นั่นล่ะ?


ศรีหลุบตาลงแล้วมองไปทางอื่นอย่างหนักใจ


ก็


พี่เองก็เคยคิดอยากให้หนูย้ายที่เรียนเหมือนกันนะ
แต่ถ้าเกิดมีคนรู้ข่าวลือหนูก็ต้องโดนรังแกอีกอยู่ดี


ใช่ ศรีถูกรังแกบ่อย ๆ ในช่วงแรกที่ย้ายเข้ามา
ทั้งจากเพื่อนรุ่นเดียวกันหรือรุ่นพี่ แม้กระทั่งครูบางท่านเธอยังโดนกดคะแนนบ่อย ๆ
ทั้ง ๆ ที่เธอเป็นคนเรียนเก่ง และเธอต้องทนทุกข์อยู่แบบนั้นมาเป็นเวลาสามปี ไม่สิ
มันยาวนานมากนับตั้งแต่ที่เธอเกิดมา ศรีกำมือแน่นด้วยความเจ็บใจ ทั้ง ๆ
ที่พยายามเป็นเด็กดีมาตลอดแต่เพราะพลังของเธอมันผลักไสให้ออกห่างจากคนอื่นอยู่เสมอ
เด็กหญิงผมยาวสีดำขลับคลายมือลง ก่อนจะยิ้มขมขื่น


หนูจะอดทนค่ะ พี่อสุรา


 


ราตรีโรยตัวลงมาพร้อมกับดวงดาราที่กระพริบบนน่านฟ้า
ศรีย่องออกจากห้องแล้วระวังทุกฝีก้าวเพราะไม่อยากโดนพี่สาวเธอจับได้
และมันยากมากเพราะบ้านเธอเป็นเรือนไทยที่ทำจากไม้ ถึงแม้มีเพียงแรงสั่นเพียงเล็กน้อยก็สามารถได้ยินได้ไม่ยาก
คืนนี้เธอนอนไม่หลับเพราะกังวลเรื่องอะไรตัวเธอเองก็ไม่แน่ใจ
อาจจะเป็นเรื่องพลังของตนเองก็ได้


ศรีเดินผ่านห้องต่าง ๆ แล้วออกมายังลานบ้าน
รู้สึกว่าร่างกายตนเองเคว้งคว้างอย่างบอกไม่ถูก
ระหว่างนั้นก็มีสายลมยามค่ำพัดไล้ผิวกายจนขนลุก ถึงอย่างนั้นเธอก็ไม่ค่อยกลัวเท่าไหร่อาจจะเป็นเพราะตอนเด็ก
ๆ เธอมักจะอยู่กับเหล่าภูตผีก็เป็นได้
พอก้าวเดินลงจากบันไดที่เป็นแผ่นไม้ซ้อนกันเป็นขั้น ๆ
แล้วเธอก็หยิบรองเท้าจากที่ชั้นวางทางขึ้นบันไดมาใส่
 ก่อนจะมุ่งหน้าไปยังศาลาริมคลองทางด้านทิศตะวันตก


ตึก


บรรยากาศวังเวงและไร้ความมีชีวิตชีวา
ศาลากว้างกว่าห้องในบ้านและมีที่นั่งเป็นโต๊ะตัวยาว
ทางด้านหลังปราศจากที่นั่งเพราะเว้นไว้ให้เดินลงไปข้างล่างซึ่งมีคลองอยู่
ศรีรู้ว่าการมาในที่แบบนี้ตอนกลางคืนมันอันตรายและมันมีบรรยากาศเหมือนมีอะไรไม่ชอบมาพากล
แต่เธอก็ชอบที่นี่เพราะมันสงบและเหมือนเธอได้อยู่คนเดียวในโลกที่ตนเองสร้างขึ้นมา
ศรีเดินเข้าไปในศาลาแล้วเดินลงบันไดไปยังคลองก่อนจะก้าวต่อไปยังสะพานที่ยื่นออกไป
เด็กหญิงผมสีดำขลับนั่งคุกเข่าแล้วมองลงไปในน้ำ เห็นเพียงเงาของตนเองราง ๆ
เพราะมีแต่ความมืด
               


ระหว่างนั้นศรีก็รู้สึกว่ามีของเหลวหยดลงบนศีรษะและไหลย้อยลงมาตามใบหน้า
ความกลัวคืบคลานเข้ามาพร้อมกับที่ร่างแน่นิ่งไป ศรีเผลอกลั้นหายใจ เหงื่อเย็น ๆ
ผุดตามผิวหนังและชุ่มไปทั่วตัว ของเหลวนั่นมันหนืดข้นและส่งกลิ่นคาว
 เหมือนเลือด
หากเป็นคนอื่นคงจะใกล้สติแตกเต็มที แต่ศรีเจอเรื่องน่ากลัวมากกว่าคนอื่นเลยยังใจเย็นอยู่แม้จะยังกลัวก็ตามที


นั่นใครน่ะ


ข้าคือเจ้า เจ้าก็คือข้า


หมายความว่าไงกัน


ศรีหันไปมองด้านหลัง
ก่อนจะพบกับหญิงสาวคาดผ้าแถบและนุ่งผ้าที่มีจีบหน้านาง
มันเก่ามากและมีรอยขาดไปทั่ว ข้อเท้าและข้อมือทั้งสองข้างของนางมีโซ่พันไว้แน่น
ศรีค่อย ๆ
มองไล่จากข้างล่างไปจนถึงข้างบนแล้วพบว่าหญิงสาวผู้นั้นมีผมยาวเกือบกรอมเท้าและ
 มีเขี้ยวโค้งออกจากปากรวมทั้งเลือดที่ไหลออกมา
ดวงตาสีแดงดุจโลหิตนั่นจับจ้องมายังเธอด้วยแววตาที่ยากจะอ่านออก
แม้จะมองไม่เห็นชัดว่าสภาพเจ้าตัวเป็นอย่างไร แต่ศรีเดาว่าร่างกายนางต้องมีแต่บาดแผลแน่
ๆ ไม่ได้มีเฉพาะเลือดที่ไหลออกจากปาก
กลิ่นคาวคละคลุ้งและเน่าจนน่าอาเจียนนั่นทำให้สติของศรีเริ่มหลุด
เธอตระหนักว่าอีกฝ่ายเป็น
---


ย่ะ ยักษ์?คำนั้นแทบจะกลืนลงไปในลำคอที่แห้งผาก
ศรีเบิกตาโพลงจ้องร่างนั้นแล้วค่อย ๆ เขยิบถอยหนี
ทว่าก็ต้องหยุดไปเพราะเธอชิดกับขอบสะพานแล้ว หากมากกว่านี้เธอก็ต้องตกลงไป
ศรีไม่รู้ว่าทางไหนจะดีกว่ากัน ระหว่างลงน้ำแล้วว่ายหนี
แต่ในเวลานี้ก็ไม่รู้ว่าจะมีผีพรายออกมาหรือเปล่า
หากเข้าจู่โจมร่างตรงหน้าก็ไม่มั่นใจว่าจะเอาชนะได้


คะ คุณ--- คุณหมายความว่าไงกัน
แล้วจะทำอะไรหนู
?
 แม้เสียงจะสั่นแต่ก็ยังได้ยินชัดเจน
ยักษ์ตนนั้นหรี่ตามองเธออย่างพินิจแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น


เจ้าก็น่าจะรู้อยู่แก่ใจ
สายเลือดคำสาปนั่นมันไม่มีทางลบเลือน


แล้วคุณต้องการอะไร?ศรีรู้สึกว่าตนเองใจกล้าขึ้นเมื่อร่างตรงหน้าคุยกับเธอแม้จะมีท่าทีคุกคามก็ตาม
อย่างน้อยมันก็ยังมีเวลายื้อชีวิตเธอ


กาลเวลาไหลผ่านมา
นับแต่ประวัติศาสตร์หยุดลงเมื่อหลายพันปีก่อน
เหล่าเผ่าพันธุ์อสูรต่างก็หลับใหลรวมทั้งราชวงศ์ของผู้ปกครองก็ล้วนถูกสวรรค์กักขังไว้
แม้นครานี้จะยังมีสายเลือดอสูรคงอยู่ แต่นั่นก็ไม่ใช่การมีชีวิตอยู่อย่างแท้จริง
 ข้าซึ่งเป็นกษัตรีถูกจองจำในนรกมานานแสนนานยังมิอาจหลุดพ้นได้
ข้าจึงใช้พลังวิญญาณที่เหลืออยู่มาหาเจ้า


นี่คุณคงไม่---


เจ้าต้องขึ้นเป็นกษัตรีแทนข้ายักษ์ตนนั้นเอ่ยด้วยเสียงเรียบ ๆ
แต่น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความกดดันและน่าหวั่นพรึง
ดวงตาสีเลือดที่จับจ้องมานั้นราวกับจะครอบครองเธออย่างไรอย่างนั้น ศรีส่ายหน้าช้า
ๆ โดยที่สายตายังไม่ละจากร่างตรงหน้า เธอเอ่ยเสียงสั่นเครือและแข็งกร้าว


ได้ยังไงกัน?! หนูไม่ยอมให้สายเลือดอย่างพวกคุณตื่นขึ้นมาอีกหรอก!


ฮึ พูดไปเถอะ
แต่สายเลือดที่เจ้าว่ามันก็อยู่ในตัวเจ้าเช่นกัน เช่นนี้แล้วยังปฏิเสธอีกรึ
?


อึกศรีรู้สึกอึดอัดในอกและตัวสั่นขึ้นมา
เพียงแค่คิดว่ามีสายเลือดโสมมไหลผ่านทั่วร่างก็เริ่มขยะแขยงและหวาดกลัว


ข้าจะบอกให้เอาบุญ ร่างกายเจ้าในครานี้ยังไม่สมบูรณ์ก็เพราะมีข้าที่เป็นวิญญาณอีกครึ่งของเจ้า
และตัวข้านั้นก็ถูกแยกออกจากร่าง
หากวิญญาณข้ามอดสลายขึ้นมาเมื่อใดร่างกายเจ้าก็จะทรุดโทรมลงไป
หากโชคร้ายก็จะแตกดับไปไม่มีทางได้เกิดอีก”



&

ตอนถัดไป
ความคิดเห็น
-->