ราชันบุปผาไหว้ศพ

ตอนที่ 10 บทที่ ๙ เหตุผลที่ไม่กล้าพูด

บทที่ ๙


เหตุผลที่ไม่กล้าพูด


 


ศรีฆ่าคนครั้งแรกตอนอยู่อนุบาล ๓


ตอนนั้นเธอยังเรียนอยู่ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
มีอยู่วันหนึ่งที่พ่อแม่เธอกับอสุราติดธุระ เลยต้องฝากศรีไว้กับญาติ
ทว่ามันเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดมาก เพราะลูกสาวคนโตของญาติคนนั้นกลั่นแกล้งศรี
หญิงสาวคนนั้นจับศรีมากดศีรษะให้ดำน้ำ ของเหลวทะลักเข้ามาในปาก พออีกฝ่ายดึงผมให้ใบหน้าเงยขึ้นมา
เด็กหญิงตัวน้อยก็ไอค่อกแค่ก หูอื้อ ตาพร่ามัว น้ำตาไหลอาบแก้มรวมกับหยดน้ำที่เกาะตามใบหน้า


“แกฆ่าพี่สาวฉัน!


เสียงนั้นแหลมสูง สั่นเครือเต็มไปด้วยอารมณ์ความโกรธแค้น
คำพูดของหญิงสาวตอกลิ่มเข้าที่ใจศรี


ความอับอายที่เกิดมาเป็นตัวประหลาดจนแทบอยากแทรกแผ่นดินหนีให้รู้แล้วรู้รอด
ความรู้สึกผิดที่ทำให้คนคนหนึ่งตายโดยที่ไม่ได้ตั้งใจ
ต่อให้คิดว่าไม่ได้อยากเกิดมาเป็นแบบนี้ แต่เธอก็อยากขอโทษคนที่ตายเพราะเธอ
แม้ว่าอีกใจหนึ่งจะบอกว่าทุกคนที่คิดว่าเธอเป็นฆาตกรล้วนเป็นคนโง่งมงายก็ตามที


ก่อนที่ศรีจะเกิดมา
เคยมีหมอผีคนหนึ่งที่เป็นคนในตระกูลฝ่ายพ่อทำนายว่า
เธอมีวิญญาณของราชันแห่งยักษาสิงสถิต ดูเหมือนว่ามันจะเป็นอาถรรพ์ของเผ่าพันธุ์ที่ใคร
ๆ ก็ตราหน้าว่าจ้องจะจองล้างจองผลาญชีวิตทุกสรรพสิ่ง
หากไม่กำจัดศรีตามพิธีที่ควรจะทำ พอเธอเกิดมาจะต้องมีคนตายหลายต่อหลายคนนับไม่ถ้วน
ทว่าพ่อกับแม่ของศรีก็รักเธอมากเกินกว่าที่จะฆ่าลูกตัวเองเพราะเพียงคำทำนายที่ไม่รู้ว่าจะจริงมากแค่ไหน


เด็กหญิงอับจนคำพูด
เธอเศร้าโศกจนไม่รู้จะปฏิเสธคำพูดของอีกฝ่ายอย่างไร ทว่าในขณะนั้นเอง
สายลมก็เริ่มแรง ใบไม้ปลิดจากขั้วกิ่งก้าน
ทุกสิ่งที่เบาบางเช่นเศษใบไม้ล้วนถูกหอบให้ปลิวไปตามแรงลม รู้สึกว่ามีบางสิ่งบางอย่างกำลังคืบคลานเข้ามา


ความหวาดกลัว


“ข้าอดทนมามากพอแล้ว”


พอหันไปมองตามต้นเสียงก็พบกับร่างระหงที่ยืนอยู่ไม่ไกล
หญิงสาวไว้ผมยาวถึงเอวสีอ่อน ผ้าผืนหนึ่งคาดทับดวงตาข้างขวา
นางพันผ้าแบบตะเบงมานและนุ่งโจงกระเบนสีแก่
แขนทั้งสองข้างพันด้วยเชือกทับซ้อนไปมาตัดกัน เกราะเหล็กเก่า ๆ อยู่หลังมือ
สิ่งที่นางกำลังถืออยู่กำลังต้องแสงอาทิตย์ยามบ่ายคล้อย
เป็นภาพลักษณ์ที่ชวนให้นึกถึงวีรสตรีไทยในสมัยอยุธยา ศรีคิดเช่นนั้น
รู้สึกหวาดหวั่นกับดวงตาที่จดจ้องญาติของเธออย่างเกลียดชัง


“แก แกเป็นใคร?”


เสียงของญาติศรีแหบแห้ง
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเค้นคำพูดด่าทอตะคอกเธอมากไปหรืออย่างไร แต่ที่แน่ ๆ มือซึ่งกำลังดึงผมศรีอยู่กำลังสั่นอย่างรุนแรง
ความกลัวสุดขีดทำให้หญิงสาวเผลอหวีดร้อง


“ไม่--- ขอร้องล่ะ--- กรี๊ด!!!


ฉัวะ---!!!


เสียงกรีดร้องด้วยความกลัวสุดชีวิตราวกับลงนรกดังโหยหวนไปทั่ว
ได้ยินเสียงฝูงนกร้องดังระงมและกำลังบินออกจากต้นไม้บริเวณนี้
ทัศนียภาพสีแดงค่อย ๆ ย้อมสายตาศรี
เลือดพุ่งกระเซ็นประหนึ่งน้ำพุ
ศีรษะที่ปกคลุมด้วยเส้นผมสีดำลอนสลวยกระเด็นหลุดออกจากร่าง
ตาเบิกโพลงจนแทบไม่เห็นตาดำ


น้ำตาศรีไหลอาบแก้ม มันไม่ใช่ภาพที่เด็กตัวเล็ก ๆ จะดูได้ ทว่า


เธอยิ้ม


หัวใจที่บริสุทธิ์เริ่มถูกสีดำย้อมให้แปดเปื้อน ความเกลียดชังและความแค้นค่อย
ๆ กลืนกินศีลธรรมในตัวเธอ


ทั้งเสียใจที่พบเจอกับภาพโหดร้าย
สับสนที่ไม่รู้ว่าตัวเองกำลังคิดหรือรู้สึกอย่างไร
ดีใจจนแทบกระโดดโลดเต้นที่เห็นคนที่ตัวเองช้ำน้ำหน้าตายไปต่อหน้าต่อตา


“ข้าไม่ควรทำเช่นนี้ แต่ข้าอยู่เฉยไม่ได้อีกต่อไปแล้ว
นับแต่นี้ต่อไปข้าจะมิให้อันตรายใดมาแผ้วพานท่านได้
ข้าสัญญา”


หญิงสาวคนนั้นเข้ามากอดเธอ
ก่อนที่เด็กหญิงตัวน้อยจะร้องไห้เสียงดังลั่น
เป็นความขมขื่นที่ไม่รู้จะโศกเศร้าสิ่งใดกันแน่


หรือว่านี่คือความเจ็บปวดในตลอดเวลาที่ผ่านมา? รึเป็นความสุขที่สุดนับแต่เธอลืมตาดูโลกแสนโหดร้ายใบนี้?


 


***


หลังจากตัดสายแล้วศรีก็ไปอาบน้ำ
อดดีใจไม่ได้ที่ตัวเองใส่ชุดนอนแบบเดียวกับชุดอยู่บ้าน
ขืนใส่ชุดไว้สำหรับนอนหลายหมีน้อยไม่ก็กระต่ายอาจจะโดนคนที่เจอเมื่อคืนหัวเราะเอาได้


พอจัดกระเป๋าและทานอาหารกลางวันแล้ว ตอนที่ออกมาพ้นเขตรั้วบ้านศรีสังเกตว่ามีคนสองคนกำลังเดินมาทางนี้
อีกฝ่ายใกล้เข้ามาจึงเห็นว่าเป็นคนมักคุ้น คนหนึ่งเป็นเด็กผู้ชายอายุไล่เลี่ยกัน สีผมออกไปทางมอครามชวนให้นึกถึงโทนสีไทย
ตาสีเดียวกัน อีกคนเป็นเด็กผู้หญิง ผมสีขาวกระบัง
ดวงตาสีหงส์ดินฉายแววสับสนยามมองมายังศรี ทั้งคู่ใส่ชุดนักเรียน ถ้าไม่ใช่เพราะไปครึ่งวัน
ก็อาจจะโดดเรียน


ศรีขมวดคิ้วอย่างหงุดหงิดเมื่อเห็นเด็กผู้หญิงคนนั้น
เธอมีความทรงจำที่ไม่ค่อยดีเกี่ยวกับอีกฝ่ายเท่าไหร่นัก
เด็กหญิงมองเพื่อนตนเองอย่างสงสัย ไม่เข้าใจว่ามีธุระอะไรแถวนี้ถึงได้เดินมา


“ยันต์ เหมันต์ พวกเธอไปเรียนครึ่งวันเหรอ?”


“โดดเรียนน่ะ” เด็กผู้หญิงที่ชื่อยันต์ตอบ


“มาหาฉันเหรอ?”


ไม่ได้มาเยี่ยมเราแน่ ๆ และเราก็ไม่ได้เป็นอะไรมากด้วย


“มีเรื่องอยากถามเธอ คุยกันในโรงเรียนพวกฉันไม่สะดวกเท่าไหร่”
เหมันต์ตอบ “แต่ฉันเปลี่ยนใจแล้ว ยันต์ ไว้คุยกันวันหลังแล้วกัน อีกอย่าง
ฉันรู้สึกว่าเดี๋ยวนี้เริ่มมีอะไรแปลก ๆ”


ที่ว่าแปลก ๆ นี่มันอะไรกัน?


“ตอนนี้ฉันเองก็เบื่อจะคุย” ยันต์ตอบเนือย ๆ สีหน้าเฉยชา
“ว่าแต่เธอไปไหนมา?”


“ฉัน เมื่อคืนเหมือนกินของที่ไม่ค่อยสะอาดเข้าไป หอยแมลงภู่มั้ง?
ร้านที่ฉันซื้อมาคงล้างไม่สะอาด ท้องเสียขึ้นมาเลยไปโรงเรียนไม่ไหว” ศรีโกหกได้อย่างไหลลื่น
เธอเตรียมคำพูดรับมือไว้แล้ว


แม้ว่าใบหน้าของทั้งสองคนจะเรียบเฉย แต่นัยน์ตากลับฟ้องว่าไม่เชื่อ
และเหมือนจะรู้ความจริงบางอย่างในตัวเธอ


“ตะกละจริง” ยันต์พูด น้ำเสียงออกจะเยาะเย้ย ศรีโมโหขึ้นมา


ไม่อยากให้คนอย่างเธอมาว่าหรอก อีกอย่าง ฉันพูดอะไรออกไปถึงทำให้เธอคิดว่าฉันกินเยอะฮึ?


ศรีมองไปทางอื่น นึกหมั่นไส้อีกฝ่าย “แล้วพวกเธอคุยเรื่องอะไรกันล่ะ?”


“ไว้คราวหน้าละกัน” เหมันต์พูด


“ไปล่ะ”


ทั้งสองคนเดินจากไป พร้อมกับทิ้งความสงสัยไว้


 


ศรีตัดสินใจไปโรงเรียนตอนบ่าย แดดร้อนอบอ้าวแผ่ไปทั่วทุกพื้นที่
เหงื่อไหลอาบผิวจนเหนอะหนะ โชคดีที่วันนี้ไม่มีเรียนพละ
ไม่อย่างนั้นเธอคงหงุดหงิดมากกว่านี้แน่
พอมาถึงสายตาก็กวาดไปทั่วห้องเรียน
นักเรียนคนอื่น ๆ ต่างทยอยกันเข้าห้อง หนึ่งในนั้นก็คือเฉาก๊วย
เด็กชายคนนั้นตัดผมรองทรง ใส่สร้อยพระเชือกสีดำ ดวงตาสีนิลดูเปล่งประกายด้วยความร่าเริงตลอดเวลา


พอเห็นเพื่อนสนิทตัวเองมาโรงเรียนเขาก็ยิ้มแป้น


"ศรี! หวัดดี ฉันนึกว่าเธอจะไม่มาแล้วซะอีก" เพื่อนผู้ชายและผู้หญิงทั้งที่เพิ่งเข้ามาและอยู่ก่อนแล้ว
ต่างชักสีหน้าใส่ไม่ก็เบะปาก บางคนใบหน้าเรียบเฉยทว่าแววตากลับเย็นชา


ศรีระอาใจ ทำเป็นเมินพวกนั้น


"ตื่นสายจ้ะ ว่าแต่การบ้านมีอะไรบ้างเหรอ?"


"ไม่มีนะ โชคดีที่วันนี้ครูติดประชุมกันทุกคาบ
แต่ว่าจะสอบแล้วนี่ สัปดาห์นี้คงให้เคลียร์งานไม่ก็บอกแนวข้อสอบ"


 "แล้วห้องสมุดล่ะ? ลิลลี่ได้ฝากบอกอะไรบ้างมั้ย?" ลิลลี่เป็นเพื่อนที่อยู่ห้องเดียวกัน
ทำงานเป็นบรรณารักษ์ที่ห้องสมุดเหมือนกับศรี ออกจะเป็นคนปากแข็ง
แต่ท่าทีที่มีต่อศรีกลับดีอย่างน้อยคนที่จะเป็นเช่นนั้น เธอเพิ่งย้ายมาตอน ป.๕
เริ่มคุ้นเคยกันก็ตอน ป.๖ เหตุผลนั้นก็ออกจะครุมเครืออยู่


 "อืม ก็มีนะ
บอกว่าถ้าตอนเย็นไม่รีบกลับบ้านก็อยากให้มาที่ห้องสมุด เห็นว่ามีหนังสือที่คิดว่าศรีน่าจะชอบ
แค่นี้แหละ"


"รีบนั่งเร็ว ครูมาแล้ว"


ได้ยินเสียงใครบางคนพูด ทั้งสองคนกลับเข้าที่ ศรีถามต่อ


 "แล้วลิลลี่ล่ะ?"


"กลับไปแล้วล่ะ เห็นว่าลาครึ่งวัน
แต่ตอนเย็นจะแวะมาหาที่ห้องสมุด" สีหน้าเขาครุ่นคิด


 "เอ๊ะ? ทำไมล่ะ?"


ครูผู้หญิงวัยกลางคนเข้ามาในห้องพร้อมกับปึกเอกสารใบงาน "เอ้า
เลิกคุยได้แล้ว คาบนี้ครูมีประชุมทั้งวัน นี่เป็นงานเก็บคะแนนสุดท้าย
ส่งภายในคาบนี้ หัวหน้าห้อง เก็บรวบรวมมาส่งที่โต๊ะครูด้วยล่ะ
...ถ้ารู้ว่าห้องนี้ส่งเสียงดังไปถึงห้องอื่น ครูจะหักคะแนนทุกคน"


ทุกคนเงียบ รู้กันเป็นอย่างดีว่าครูท่านนี้ดุ
พอผ่านไปพักใหญ่ถึงจะมีเสียงพูดคุยดังขึ้น เฉาก๊วยเปิดปากพูดต่อ


"ไม่รู้สิ เห็นรีบ ๆ เลยไม่ทันได้ถาม" ระหว่างนั้นเพื่อนก็แจกใบงาน
ศรีกับเฉาก๊วยเริ่มปรึกษาเกี่ยวกับโจทย์


ลิลลี่ป่วยมั้ง เธอคิด


 


***


 


 เด็กหญิงผมสีดำเขม่าถักเปียก้างปลา
เกล้าส่วนหนึ่งรวบไว้ ติดกิ๊บดอกไม้สีม่วงเล็ก ๆ ประดับ
ก้าวไปตามทางเดินที่เปลี่ยวคน นักเรียนคนอื่นกลับกันเกือบหมดแล้ว
แต่เธอยังคงเดินมุ่งหน้าไปยังห้องสมุด


"ไนซ์?"


จู่ ๆ ก็เจอญาติของศรี เรียนอยู่ห้องเดียวกัน
เป็นหัวโจกคนที่ชอบกลั่นแกล้งศรี
ทว่า...


"เรื่องนั้นอีกแล้วเหรอ?"


แววตาของอีกฝ่ายบอกว่าเรื่องในวันก่อนเรายังคุยกันไม่จบ
ไนซ์เป็นเด็กผู้หญิงผมยาวประบ่าสีอ่อน ปลายผมดัดงอออก ติดกิ๊บเล็ก ๆ สีดำ
หน้าตาสะสวย แววตามักจะฉายความมั่นอกมั่นใจและเย่อหยิ่ง
เธอมีบุคลิกแบบที่ผู้ชายวัยรุ่นชอบกัน ทว่าในบางครั้งก็ดูสง่าแบบลูกคุณหนู


“เดี๋ยวนี้สนิทกับยัยศรีจังนะ ฉันสังเกตเห็นประจำ
ชอบยัยตัวกาลกิณีนั่นมากนักเรอะ?”


“อย่าพูดถึงเพื่อนแบบนั้นนะ” ลิลลี่เคยได้ยินข่าวอยู่บ้างว่า
ใครก็ตามที่สนิทกับศรีมักจะถูกกลั่นแกล้ง แต่สำหรับเฉาก๊วยเป็นข้อยกเว้น
คนส่วนใหญ่มักจะชอบเขา “ฉันเป็นเพื่อนกับศรีแล้วมันไปทำลายชีวิตใครงั้นเหร

ตอนก่อนหน้า
ความคิดเห็น
-->