ราชันบุปผาไหว้ศพ

ตอนที่ 2 บทที่ ๑ ยุคแห่งการล่าอาณานิคมเริ่มขึ้น

บทที่ ๑


ยุคแห่งการล่าอาณานิคมเริ่มขึ้น


 


            วันจันทร์ที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ พ.. ๒๕๕๙


มิติสามัญ


ศรีลุกขึ้นยืนพร้อมกับหันปลายดาบไปทางยักษ์ตนนั้น
เธอไม่อยากสนใจคำพูดของอีกฝ่ายเพราะคิดว่าเป็นเพียงถ้อยคำปั่นหัว
อาจเพราะมีอาวุธอยู่ในมือกระมังเด็กหญิงถึงได้มีใจกล้าสู้


                “…



ต่างฝ่ายต่างเงียบ ระหว่างนั้นเธอก็นึกถึงคำพูดของย่าที่กล่าวหลังจากนั้น


แต่ หลานต้องใช้ในยามคับขันและจำเป็นจริง
ๆ เท่านั้นนะ ปิ่นปักผมนี้แม้จะเป็นอาวุธแต่มันก็เป็นที่สิงสถิตของยักษ์สองตนเช่นกัน
มันอยู่กับรัดเกล้าเลยผนึกพวกยักษ์ไว้ได้ หากหนูใช้บ่อย ๆ
ยักษ์สองตนนั้นก็จะสามารถปลดผนึกได้เพราะอาคมเสื่อมลง หนูคงเข้าใจที่ย่าพูดนะ


ศรีเข้าใจที่ย่าพูด แต่การที่คำพูดนั้นยังคงดังซ้ำไปซ้ำมาในหัวทำให้เธอคิดว่ามันเกี่ยวโยงกับสิ่งที่อีกฝ่ายกล่าว
ถึงกระนั้นก็ไม่รู้ว่ามันเกี่ยวข้องกันยังไง


หนูไม่เข้าใจศรีกล่าวอย่างเย็นชา
ระหว่างนั้นยักษ์ตนนั้นก็มองยังน้ำทางฝั่งขวา
ศรีจึงอดมองตามไม่ได้เพราะรู้สึกว่าแววตาของอีกฝ่ายจับจ้องอะไรบางอย่าง


นายิกาชั้นสูงเรอะ?


นายิกา? ชั้นสูง? อะไรกันน่ะ??


ถอยไป!


จู่ ๆ ก็มีเสียงใครบางคนดังขึ้นในหัว ก่อนที่จะทันได้คิดอะไร ฉับพลันก็มีบางสิ่งบางอย่างพุ่งผ่านในอากาศและร่างเธอรวมทั้งยักษ์ตนนั้นด้วย
มันเร็วมากจนมองตามแทบไม่ทันแต่เธอสายตาไว จึงพอมองออกว่าเป็นของมีคมบางอย่าง เพราะแสงจันทร์ที่โผล่พ้นกลีบเมฆนั้นส่องกระทบจนเกิดเป็นแสงวาววับวูบหนึ่ง
และไม่รู้ว่าคิดไปเองหรืออย่างไรถึงได้เห็นว่าพวกมันวนไปมารอบ ๆ ยักษ์ตนนั้น
แล้วที่น่าแปลกคือเจ้าตัวไม่มีท่าทีจะขยับเขยื้อนหรือมีสีตกใจเลยแม้แต่น้อย
หลังจากนั้นพวกมันก็พุ่งเข้าไปปักกับต้นไม้บริเวณนี้


ปึด ๆ


เส้นบางอย่างสะท้อนแสงจันทร์จนวาวแสงวูบไปมา
มันยาวไปจนถึงที่ไหนศรีก็ไม่สามารถรู้ได้
ตอนนี้เธอเห็นว่ามันตรึงแน่นรอบตัวยักษ์ไม่ให้ขยับได้สะดวก
ยามใดที่ผิวของนางเฉียดกับเส้นบาง ๆ
นั่นก็จะเปิดรอยผลิแตกจากเนื้อแล้วเลือดก็ไหลซึมออกมา ศรีคิดว่ามันเป็นเส้นเอ็น
แม้สมองจะรับรู้สิ่งที่อยู่ตรงหน้าแต่เธอก็ไม่รู้ว่าสถานการณ์ในตอนนี้มันเกิดอะไรขึ้นและตนเองควรทำอะไรก่อน


มืดมองไม่ค่อยเห็นเลย


แม้จะอยู่นานพอปรับสายตาให้ชินกับความมืดได้
แต่เพราะไม่มีแสงเพียงพอจึงมองไม่เห็นรายละเอียด ในขณะนั้นมีใครบางคนพุ่งจากน้ำขึ้นมายืนอยู่ตรงหน้าศรี
เด็กหญิงผมสีดำขลับเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงเพราะไม่คิดว่าจะมีบุคคลที่สามเข้ามา
แถมไม่ได้มาอย่างคนทั่วไปด้วย จากที่ศรีเห็นราง ๆ พอ ๆ
กับที่เห็นยักษ์ครั้งแรกนั้น ก็สรุปออกมาว่าเป็นหญิงสาวคาดผ้าแถบ
มีผ้าคล้องคอปล่อยชายยาวเกือบถึงเอว
ผมยาวประบ่ารวบส่วนหนึ่งขึ้นเป็นมวยผมและประดับปิ่นปักผมหนึ่งอัน
ที่น่าแปลกคือนางใส่หน้ากากไทยทำให้ศรียิ่งมองไม่ออกว่าอีกฝ่ายมีหน้าตาแบบไหนและมีสีหน้าอย่างไร


หญิงสาวสวมหน้ากากทำท่าเหมือนดึงอะไรบางอย่าง
ศรีเดาว่ามันเป็นอะไรบางอย่างที่พุ่งผ่านเธอไปและยึดกับเส้นเอ็นไว้
เธอสับสนมากว่าบุคคลที่สามนี้เข้ามามีจุดประสงค์อะไร ถึงแม้ที่แน่ ๆ
คืออาจจะต้องการหยุดยั้งยักษ์ แต่กับเธอล่ะ
อีกฝ่ายมาปกป้องหรือจะมาแย่งเหยื่อจากยักษ์


                ฝากเด็กคนนี้ด้วย อรัญญิก


หญิงสาวสวมหน้ากากกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย แต่ศรีรู้สึกว่ามันแฝงความกังวลไว้แล้วก็สงสัยในคำพูดนั้น
ระหว่างนั้นหัวใจเธอก็กระตุกวูบเมื่อมีใครอีกคนคว้าตัวเธอไป
เธอถูกอุ้มและร่างใครคนนั้นก็พากระโดดลงน้ำ ศรีเผลอปล่อยดาบไป
ทุกอย่างมันเกิดขึ้นเร็วมากจนจับต้นชนปลายไม่ถูก
และยิ่งตื่นตระหนกเข้าไปอีกเมื่อเธอถูกร่างนั้นดึงลงไปในน้ำโดยไม่มีท่าทีจะปล่อย
ท่ามกลางความมืดและความหนาวเหน็บนั้นจู่ ๆ ก็มีแสงสว่างสาดส่องไปทั่วคลอง
ศรีที่กำลังขัดขืนร่างนั้นและกลั้นหายใจสุดชีวิตนั้นก็หลับตาแน่นเพราะแสบตา
นับแต่เกิดมาเธอไม่เคยมาเจอเรื่องที่ทำให้สับสนขนาดนี้มาก่อน


ก่อนที่จะทันได้สงสัยอะไรสติเธอก็หลุดลอยไป
พร้อมกันนั้นแสงสว่างก็ดับวูบลง ร่างใครคนนั้นช้อนตัวเธอมาอุ้มไว้แม้จะอยู่ในน้ำ
ก่อนที่ร่างทั้งสองคนจะหายไปจากคลอง


.


.


.


ปัง!


เคร้ง!


เสียงบาดหูดังเข้ามา
ท่ามกลางความมืดนั้นศรีรู้สึกว่าร่างตัวเองลอยคว้างไม่ยึดติดกับอะไร มันเย็นและปลอดโปร่งจนตัวลอยเบา
และเหมือนร่างกายเธอวูบผ่านอากาศ เด็กหญิงลืมตาปรือขึ้นพร้อมกับความสับสนงงงวย
เธอมองไปรอบ ๆ ครู่หนึ่งว่าตนเองอยู่ที่ไหน พอรู้สึกตัวได้ก็ใจหายใจวาบ ไม่สิ
เหมือนเธอจะช็อกมากกว่าเมื่อรู้ว่าตนเองอยู่ที่ไหน


ท้องฟ้า


ร่างของเธอกำลังหล่นวูบผ่านอากาศทีละชั้นอย่างรวดเร็ว ชุดที่ใส่อยู่กระพือพัดลู่ตามแรงลม
ศรีหน้าซีดและมีอาการหน้ามืดเพราะความกลัวที่แล่นเข้ามา
เธอไม่รู้ว่าตนเองมาที่นี่ได้อย่างไรและเป็นเพราะอะไร
แต่ก็พยายามตั้งสติไว้แม้ว่าจะยากลำบากกับการทำใจกับสถานการณ์ตรงหน้า
ระหว่างนั้นเธอก็ได้ยินเสียงเหมือนของมีคมและเหล็กปะทะกัน
ศรีหันไปมองทางต้นเสียงก่อนจะพบกับร่างคนสองคนกำลังต่อสู้กัน
คนหนึ่งเป็นหญิงสาวใส่ตะเบงมานและนุ่งโจงกระเบน ผมยาวสีดำรวบเป็นเปียเดี่ยว
ข้อมือประดับด้วยกำไลสีเงินสองข้าง
นางใช้ดาบไทยสองเล่มรับและปัดลูกกระสุนจากอีกคนซึ่งเป็นเด็กชายวัยเดียวกับเธอ
เขามีผมสีดำและมีผิวสีขาวซีดแต่ไม่มาก ใส่ผ้าปิดปากหนังสีดำ สวมชุดนักเรียน
มือสองข้างที่ถือปืนข้างละกระบอกอยู่สวมถุงมือเปิดนิ้วและพันผ้าพันแผลรอบแขน


ศรีเผลอหวนนึกถึงใครคนหนึ่งที่เธอรู้จัก
คลับคล้ายคลับคลาว่าเหมือนเคยเคยเห็นมาก่อน ก่อนที่จะไล่ความคิดนั้นออกไปเพราะเพิ่งนึกได้ว่าขืนเป็นแบบนี้ต่อไปเรื่อย
ๆ เธอตายแน่


คี๊ด---!


ดูเหมือนว่าหญิงสาวคนนั้นจะได้จังหวะ
นางถึงเข้าประชิดตัวเด็กชายที่ใช้อาวุธระยะไกลได้ และฟันดาบหมายจะให้โดนอีกฝ่าย
ทว่าเด็กชายใช้ปืนพกรับใบดาบที่หวดเข้ามา หญิงสาวมีสีหน้าหงุดหงิด
ดูเหมือนว่าจะรำคาญเมื่อการต่อสู้ยังยืดเยื้อ
ศรีมองทั้งสองคนแล้วก็อดคิดไม่ได้ว่าบนน่านฟ้าแบบนี้ยังมีกะจิตกะใจต่อสู้กันอีกเหรอ


ปัง!


เสียงดังแหวกผ่านอากาศยามเด็กชายคนนั้นยิงปืนใส่คู่ต่อสู้
ดูเหมือนหญิงสาวจะคาดเดาได้อยู่แล้วถึงได้หงายตัวลงเพื่อหลบแล้วยกเท้าเตะเสยคางอีกฝ่าย
หมายจะให้เขาเสียหลักหรือเผลอปล่อยปืน
ทว่าเด็กชายเพียงแค่เสียการควบคุมร่างกายแต่มือยังจับปืนไว้มั่น
ศรีรู้สึกว่าใจหนึ่งตนเองสนใจการต่อสู้นั่นและตื่นตระหนกเมื่อไม่รู้ว่าตนเองจะตายเมื่อไหร่
เธอคิดว่าตนเองลอยอยู่ในชั้นอากาศซึ่งห่างจากพื้นโลกหลายกิโลเมตร
เพราะนานแล้วที่เธอเหลือบไปมองข้างล่างแต่ก็เห็นเพียงแค่กลุ่มเมฆที่รวมตัวกันหนา
ยังไม่เห็นแม้แต่เค้ารางของพื้นโลก


ทำไงดี ขืนเป็นแบบนี้ฉันตกลงไปตายแน่เลย
ต่อให้เผอิญหล่นใส่ต้นไม้ก็ไม่รู้ว่าจะปลอดภัยหรือเปล่า แล้วนี่พวกเขาสู้กันเพื่ออะไร
? จะมาแย่งฉันเหมือนพวกคนก่อนหน้านี้น่ะเหรอ?


ตอนนั้นเองศรีก็เผลอคิดอะไรแผลง ๆ ให้คนใดคนหนึ่งมาเอาตัวเธอไป
อย่างน้อยถ้าพวกเขาสู้กันแบบนี้อาจจะรู้วิธีในการลงพื้นดินอย่างปลอดภัยก็ได้
และก็มาคิดทีหลังอีกว่าตัวเองอ่านนิยายมากไปรึอย่างไรถึงได้นึกวิธีแบบนั้น
ทว่ามันกลับเป็นอย่างที่เด็กหญิงคิด


ให้ตายสิ ผมเสียเวลากับท่านมามากแล้วนะ!” เด็กชายคนนั้นตะโกน
ไม่รู้ว่าเพราะอารมณ์เสียหรือแข่งกับเสียงลม
  ตอนนั้นเองที่ศรีจำได้แล้วว่าเขาเป็นใคร


พ่ะ--- พงสณะ! ไม่จริงน่า!


จากตอนแรกที่ตกใจและสงสัยค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นความโกรธ
ศรีนึกถึงผู้ชายที่ตัวเองเกลียด ทว่ายังไม่ทันได้วางแผนคิดบัญชีนั้น
เจ้าตัวก็ใช้โซ่เส้นหนึ่งซึ่งพุ่งเข้ามาพันร่างศรีไว้
เธอเบิกตาโพลงแล้วจ้องเขาอย่างคาดไม่ถึง
ในขณะนั้นก็สบตากับอีกฝ่ายที่ฉายแววเจ้าเล่ห์
 ดวงตาสีดำของเด็กชายที่เธอคุ้นเคยเป็นอย่างดี


ข้าสิต้องพูดคำนั้น! ส่งตัวศรีขึ้นมาซะ
แล้วอย่าหาว่าข้าไม่เตือน
!


ศรีละสายตาไปมองหญิงสาวคนนั้นด้วยความแปลกใจ
ว่าทำไมหญิงสาวถึงได้รู้ชื่อของเธอ


เรื่องสิ!


อ้ายเด็กเมื่อวานซืน!


หญิงสาวคนนั้นสลายดาบไทยไปแล้วอัญเชิญมีดอรัญญิกออกมาหลายสิบเล่ม มันถูกร้อยเข้าด้วยอักขระโบราณสีแดงเรืองแสงราวกับเชือกที่มัดไว้
มือเรียวบางนั้นขยับไปมาพร้อมกับที่พวกมันถูกบังคับ
ก่อนจะพุ่งเข้าใส่ร่างเด็กชายคนนั้น
ศรีเบิกตาโพลงด้วยความตกตะลึงและวิตกเมื่อคิดว่าคนที่ตนเองอาจรู้จักนั้นกำลังถูกโจมตีเข้า
ต่อให้ใช้ปืนก็ไม่น่าพ้น เพราะอาวุธของหญิงสาวขยับไปมาราวกับมีชีวิตขยับได้
ซึ่งปืนนั้นไม่สามารถเปลี่ยนวิถีกระสุนของมันได้อย่างอิสระ


แต่ดูเหมือนเด็กชายจะไม่เป็นอย่างที่เธอคิด
เขาดึงร่างเธอเข้ามาใกล้ด้วยโซ่
ศรีคิดว่าเขาแรงเยอะมากเพราะมวลอากาศแบบนี้จะทำอะไรล้วนทำลำบาก และคิดว่าคู่ต่อสู้เองก็เก่งและแรงคงเยอะไม่แพ้กัน
เด็กชายคนนั้นกอดเอวเธอไว้ด้วยมือข้างหนึ่งและสลายปืนข้างนั้นไป
ก่อนจะใช้อาคมก่อให้เกิดน้ำรอบ ๆ ตัวทั้งสองคน
มีดอรัญญิกที่พุ่งเข้ามาปะทะนั้นเริ่มละลายแล้วมีไอน้ำลอยขึ้น


ศรีโล่งใจขึ้นมา ทว่ากลับต้องแปรเปลี่ยนเป็นความโกรธเมื่อนึกอะไรขึ้นมาได้
เด็กชายกอดเธอไว้แม้จะด้วยมือข้างเดียว
แต่ศรีที่เป็นคนหัวโบราณและรักนวลสงวนตัวกลับเห็นว่ามันเป็นความผิดร้ายแรง


ผัวะ!


ใจไวกว่าความคิด ศรีชกหน้าคนที่กอดเธอโดยไม่ยั้งมือ
แม้จะทำโดยไม่คิดแต่ก็ไม่รู้สึกผิด กลับกันเธอคิดว่ามันน้อยไปด้วยซ้ำ เด็กชายคนนั้นเบิกตาโพลงด้วยความตกตะลึง
หน้าที่หันตามแรงชกนั้นหันกลับมามองด้วยความตกใจ ศรีหน้าดำหน้าแดงเพราะความโกรธ
ตะโกนใส่อย่างโมโห


ฉันเกลียดเธอที่สุด! พงสณะ
เผลอทีไรเธอต้องฉวยโอกาสทุกที อย่าคิดว่าแค่กอดแล้วมันจะไม่เป็นไรนะ
!


ต่อให้ไม่ใช่คนที่เกลียดศรีก็ไม่ชอบอยู่ดี
เด็กชายคนนั้นตกตะลึงไปครู่หนึ่งก่อนจะยิ้มมุมปาก


ดีจังที่ยังจำกันได้
ฉันยังหวังให้เธอคบกับฉันอยู่นะ


ทุเรศ! ไม่ให้เกียรติกันอย่างนี้ยังหวังจะให้ฉันคบอยู่อีกเรอะ!


แค่โอบเอวเฉย ๆ


ไม่ได้! ---เด็ดขาด!


ระหว่างที่ทั้งสองคนเถียงกันอยู่
หญิงสาวคนนั้นก็สลายมีดอรัญญิกไปแล้วอัญเชิญดาบไทยสี่เล่มออกมา
มันลอยอยู่เหนือศีรษะพวกเขาเป็นวงกลมพร้อมกับวงแหวานที่มีอักขระยันต์


แย่จริง ศรีมาอยู่ใกล้เด็กนั่นขนาดนั้นทำให้โจมตีลำบาก
ภายในไม่กี่วินาทีก่อนที่พลังจะเข้าทำลายเราต้องชิงตัวมาให้ได้
!


เปรี๊ยะ!


เกิดกระแสไฟฟ้าในวงแหวนนั่น
ดูเหมือนพงสณะจะเพิ่งนึกได้ว่าตนเองกำลังต่อสู้อยู่ถึงได้สะดุ้งเล็กน้อย
เขาเงยหน้ามองข้างบนที่มีวงแหวนและดาบไทยล้อ

ตอนถัดไป
ตอนก่อนหน้า
ความคิดเห็น
-->