ราชันบุปผาไหว้ศพ

ตอนที่ 3  บทที่ ๒ ศัตรูที่ปกป้อง

 


บทที่ ๒


ศัตรูที่ปกป้อง


 


หลังจากศรีที่รู้ความจริงแล้วอัดพงสณะและหาทางออกจากป่ามาได้
ก่อนที่พงสณะจะไปซื้อผ้าพันแผลในร้านขายยาแถวนั้นมาปฐมพยาบาลลวก ๆ ก่อน
พวกเขาก็โดยสารรถสองแถวเพื่อกลับไปยังบ้านของหญิงสาว
ศรีมารู้ทีหลังจากนางว่าเจ้าตัวชื่อ อรัญญิก
  และนางบอกว่าจะเล่าเรื่องทุกอย่างที่เกิดขึ้นพร้อมกับโลกที่พวกเขาเข้ามา


ที่โลกนี้ไม่ใช่โลกคู่ขนานและศรีก็ไม่ได้ย้อนยุคมาเช่นเดียวกัน
มิตินี้มีชื่อเรียกว่า
 มิติผกาย ตามตำนานกล่าวว่ามีวิญญาณตนหนึ่งที่บำเพ็ญเพียรมานานมากทำลายล้างโลก
และสร้างมิตินี้ขึ้นมา ส่วนเหตุผลก็มีเล่าต่อแตกต่างกันไป บ้างก็ว่าเพราะมิติหรือโลกเดิมนั้นเป็นยุคมืดที่มีแต่ความโสมมและการเข่นฆ่า
บ้างก็ว่าผู้คนใช้ทรัพยากรจนหมดสิ้นและเทคโนโลยีไม่สูงพอที่จะอพยพผู้คนไปย้ายอยู่ดาวดวงอื่น
แต่ผู้คนส่วนใหญ่เชื่อว่าเป็นเพราะอย่างแรก
แต่เป็นเพราะอะไรนั้นถ้าจะต้องเล่าคงอีกนาน บางทีที่ฟังต่อไปอาจจะพอปะติดไปต่อจนรู้เอง
และจะเล่าเพียงแค่คร่าว ๆ เท่านั้น อรัญญิกบอกเช่นนั้น


มิติผกายมีสายเลือดสองประเภท หนึ่งคือสายเลือดสามัญและสายเลือดอมตะ
และจะมีแยกย่อยตามร่างกายแต่ละคนลงไปอีก
(แน่นอนว่านางยังไม่อธิบายเรื่องนั้นในตอนนี้) ในสมัยก่อนที่มีสงครามนั้นผู้คนที่ตายไปส่วนใหญ่จะเป็นสายเลือดสามัญ
เพราะสามารถฆ่าได้ทางร่างกาย แต่สายเลือดอมตะเองก็ตายได้เช่นเดียวกัน
เพียงแต่ต้องทำลายที่วิญญาณเท่านั้นจึงจะสามารถทำให้ตายได้
กระนั้นมันก็ยุ่งยากกว่าการฆ่าสายเลือดสามัญ
เพราะฉะนั้นในปัจจุบันจึงมีสายเลือดอมตะมากกว่า


หากพูดถึงสายเลือดที่แยกย่อยออกมาซึ่งมีอยู่ในทั้งสองประเภทอย่างหนึ่ง
ก็คงต้องกล่าวถึงชนิดที่มีอายุยืนยาวโดยไม่หมดอายุขัยก่อน
เพราะพวกนั้นจะมีชีวิตมาตั้งแต่สมัยก่อนจนถึงปัจจุบัน
และเพราะเหตุนี้ทำให้วิถีชีวิตในมิตินี้ มีทั้งที่เป็นแบบสมัยก่อนและปัจจุบัน
อย่างในประเทศไทยการที่เห็นบางคนใส่ชุดแบบสมัยปัจจุบัน
หรือใส่ชุดโบราณบ้างเป็นเรื่องปรกติก็ไม่แปลก
ในบางท้องที่เส้นทางการคมนาคมบางคนบางแห่งยังใช้รถเทียมม้าด้วยซ้ำไป
เรื่องแบบนี้ไม่ได้มีเฉพาะที่ประเทศไทยเท่านั้น เป็นกันหมดทั้งโลก


ถึงอย่างนั้นประวัติศาสตร์โลกนี้ก็ซ้ำรอยกับมิติเดิมและคล้ายกับมิติสามัญมาก
แต่มิติผกายสงครามที่ควรหยุดไปแล้วนั้นกลับมาเริ่มต้นอีกครั้ง
เพราะผลพวงจากการล่าอาณานิคมในสมัยก่อนที่ยังหาข้อยุติไม่ได้
สมัยนี้แม้จะไม่ได้เห็นสงครามที่เป็นรูปแบบชัดเจน
แต่ทุกคนต่างก็รู้ว่าองก์หรือโรงเรียนต่าง ๆ ล้วนพยายามสร้างบุคลากรที่เป็นกำลังในการรบของฝ่ายตนเองให้ดีอยู่เสมอ
จึงไม่น่าแปลกเลยหากบางครั้งเราจะเห็นเด็กบางคนหรือคนในมิตินี้พกอาวุธเดินไปมาในที่สาธารณะเป็นเรื่องปรกติโดยไม่มีใครมาห้าม
การต่อสู้และการฆ่าฟันถือเป็นเรื่องปกติในมิติผกาย น้อยคนนักที่จะสามารถอยู่ได้โดยต่อสู้ไม่เป็น


ในบางจุดอาจจะยังไม่ค่อยเข้าใจอยู่บ้าง
แต่นี่พูดถึงภาพรวมของมิตินี้ก่อน อรัญญิกเล่าต่อว่า
ในประเทศไทยมีตำแหน่งที่มอบสิทธิพิเศษให้สตรีที่เป็นผู้ปกครองในแต่ละจังหวัด
ซึ่งนั่นก็คือนายิกา ตำแหน่งนี้มอบให้กับผู้หญิงที่มีความรู้ความสามารถและมีฝีมือในการต่อสู้ระดับสูง
แต่ก่อนจะได้ตำแหน่งมาก็ต้องสอบผ่านการคัดเลือกก่อน
และคนที่จะดำรงตำแหน่งนั้นก็ต้องเป็นคนในจังหวัดนั้น ๆ ด้วย
ส่วนคนที่สอบผ่านรองมาอันดับสองจะได้เป็นรองนายิกา
ทั้งนายิกาและรองนายิกาเรียกตำแหน่งรวมกันว่า สัตตตินายิกา


และแน่นอนแต่ละจังหวัดจะมีนายิกาและรองนายิกา และประเทศไทยมีทั้งหมด
๗๗ จังหวัด ถ้ารวมทุกจังหวัดกับสองตำแหน่งนี้จะมีทั้งหมด ๑๕๔ คน ซึ่งถือว่าเยอะมาก
จึงต้องมีตำแหน่งที่สูงขึ้นไปอีกเพื่อควบคุมนายิกา คือ ฉนายิกา มีทั้งหมดหกคน
ปกครองระดับภูมิภาคที่มีทั้งหมด ๖ ภาค และมีตำแหน่งที่สูกว่านั้นคือ ทศนายิกา
รับคำสั่งจากเบื้องบนและถ่ายทอดมาให้ฉนายิกา
แล้วพวกนางจะถ่ายทอดคำสั่งมาให้สัตตตินายิกาอย่างพวกนาง
(นางบอกเสริมด้วยว่าตนนั้นเป็นรองนายิกาของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา)  


ส่วนตำแหน่งสูงสุดที่เปรียบดังกษัตริย์นั้นคือเอกนายิกา
แม้ไม่ได้ทำหน้าที่บริหารบ้านเมืองแต่ก็มีอำนาจชี้เป็นชี้ตายกับประเทศ
และพวกเราไม่ว่านายิกายศไหนก็ไม่สามารถฝ่าฝืนคำสั่งได้
แต่น่าแปลกที่ไม่เคยมีใครเห็นหน้าของนางเลย รู้เพียงแต่ว่าเป็นผู้หญิง
เพราะตำแหน่งพวกนี้มีให้เฉพาะสตรีเท่านั้น


อาจฟังดูไม่น่าเชื่อนะที่ประเทศไทยในมิติผกายผู้หญิงมีอำนาจมากขนาดนี้
อรัญญิกกล่าวว่าแม้นางจะอยู่มานานตั้งแต่สมัยอโยธยา
แต่ก็เพิ่งได้รับตำแหน่งเมื่อประมาณต้นสมัยรัตนโกสินทร์นี้ เลยไม่ค่อยแน่ใจ
แต่คิดว่าน่าจะเป็นเพราะเคยมีผู้หญิงคนหนึ่งที่วางแผนการร้ายแรงในการยึดอำนาจจากกษัตริย์
แล้วก้าวขึ้นมาเป็นผู้ปกครองสูงสุด อาจฟังดูธรรมดา
แต่อรัญญิกบอกว่าผู้หญิงคนนั้นอาจจะเป็นเอกนายิกา
และแน่นอนว่านางต้องเก่งกาจมากแน่ สมัยก่อนมีแต่สงคราม
ลำพังแค่เรื่องวุ่นวายและการฉ้อโกงทั้งในและนอกราชสำนักยังว่าปวดหัวแล้ว
การจะยึดอำนาจมาได้แบบเบ็ดเสร็จนั้นไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ เลย


ส่วนเหตุผลที่ศรีมาอยู่ที่นี่ได้
ก็เพราะต้องการปกป้องศรีที่มีสายเลือดอสูรหรือยักษ์อยู่ในตัว
เพราะตอนนี้ผู้ปกครองสูงสุดของยักษ์ หรืออีกครึ่งหนึ่งของเธอเริ่มเคลื่อนไหวแล้ว
หากปล่อยเธอไปให้ร่วมมือกับเหล่าอสูรพวกนั้นจะต้องยึดครองโลกแน่
เพราะศรีมีสายเลือดของราชวงศ์ของพวกมันอยู่ และมีพลังมากพอที่จะทำลายล้างโลก
หรือปลุกให้พวกมันตื่นขึ้นมาจากการผนึกอีกครั้ง


แน่นอนว่าเรื่องนี้ไม่ได้เดือดร้อนเฉพาะประเทศไทย
แต่ทุกประเทศต้องร่วมมือกัน
เพราะขณะนี้เองก็มีสายเลือดของราชาปีศาจที่ถูกผนึกไปเฉกเช่นเดียวกับอีกครึ่งของเธอ
เริ่มตื่นจากการผนึกแล้วแต่ยังไม่เคลื่อนไหว
สองสายเลือดนี้เป็นทั้งภัยและผู้คุ้มครองมิติผกาย
แต่จะให้ผลอันใดก็ขึ้นอยู่กับว่าจะเข้าข้างฝ่ายไหน นางที่รู้เรื่องนี้แรก ๆ
จึงอาสาหญิงสาวที่สวมหน้ากากซึ่งเป็นหนึ่งในทศนายิกา
มาช่วยเหลือศรีจากการคุกคามของยักษ์หรืออีกครึ่งของเธอ


แต่ถึงจะพูดว่าอาสาแต่ใช่ว่าอรัญญิกอยากทำงานกับนาง ไม่สิ
ต้องกล่าวว่าทั้งนางและพวกนายิกาต่างไม่ชอบนายิกาชั้นสูง
ไม่ใช่เพราะอิจฉาในตำแหน่ง
แต่มันเกิดมาจากเรื่องสมัยก่อนที่พวกนายิกาชั้นสูงมักจะฉ้อโกงแผ่นดิน
และวางแผนทำร้ายพวกนายิการวมทั้งประชาชน ด้วยเหตุนี้จึงไม่ได้มีแต่เหล่านายิกาเท่านั้น
แม้แต่ประชาชนยังไม่ชอบเลย แต่ก็ไม่ค่อยมีใครกล้าพูดออกมามากนักเพราะไม่อยากหัวขาด


กระนั้นนายิกาบางคนก็แสดงออกว่าเกลียดพวกนายิกาชั้นสูง
และมีท่าทีเป็นปฏิปักษ์อย่างชัดเจน ยังดีที่หลายปีมานี้ในช่วงศตวรรษที่ ๒๑
นี้เหล่านายิกาชั้นสูงเริ่มผ่อนปรนแล้ว
แต่ก็ยังไม่มีใครวางใจอยู่ดีว่าพวกนางจะไม่วางแผนร้ายอะไรอีก


ที่พูดมาทั้งหมดยังไม่ถึงครึ่งของเรื่องเลย
แต่อย่างน้อยเจ้าก็ควรเข้าใจโดยรวมก่อน
ข้าเองก็ไม่รู้ว่าจะมีใครปองร้ายเจ้าอีกหรือไม่
อาจจะมีพวกของสายเลือดราชวงศ์ของยักษ์มาลอบลักพาตัวเจ้าไป
เลยคิดว่าหลังจากเจ้าเรียนจบประถมที่มิติสามัญแล้วจะพาเจ้ามาเรียนที่มิตินี้


โชคดีที่ช่วงเวลานี้ไม่มีใครขึ้นมาใช้บริการรถสองแถว
อรัญญิกจึงสามารถเล่าให้ศรีได้อย่างสบายใจ
แต่ก็พยายามเบาเสียงเพราะยังไม่วางใจนักว่าจะมีใครได้ยิน
ระหว่างที่ฟังศรีก็ตัวสั่นอย่างควบคุมไม่อยู่
เพราะคิดว่าตนนั้นไม่ได้เป็นภัยต่อวงศ์ตระกูลเท่านั้น
แต่ยังเกี่ยวพันถึงความเป็นความตายของโลก
แม้ถึงจะให้คำมั่นสัญญาต่อตัวว่าจะไม่เข้าร่วมกับฝ่ายอสูร
แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเธอจะไม่ถูกชักจูงให้เข้าข้างฝ่ายนั้น
นี่เป็นเรื่องใหญ่มาก ศรีรู้สึกว่าตนเองไม่ควรเกิดมาเลย
แต่ถึงเธอไม่เกิดมาก็ต้องมีใครสักคนมาแทนอยู่ดี


พงสณะเองก็มีสีหน้าไม่สู้ดีนัก
แม้จะดูเรียบเฉยแต่ศรีก็ดูออกว่าเขาเองก็กังวลไม่แพ้กัน


ล่ะ แล้วพงสณะล่ะคะ? ทำไมพวกคุณถึงต่อสู้กัน?ศรีเปลี่ยนเรื่อง
พงสณะที่นั่งเงียบมานานเป็นคนตอบแทน


ศรี ถ้าเธอฟังแล้วอย่าเพิ่งเข้าใจฉันผิดนะ
ช่วยฟังจนกว่าฉันจะเล่าจบ
จากที่ศรีรู้จักพงสณะมา
เขาเป็นคนขี้เล่นและไม่ค่อยคิดอะไร ทว่าลึก ๆ
แล้วเขาเป็นคนจริงจังและฉลาดกว่าที่เห็น
ถ้าเขามีสีหน้าไม่ดีแบบนี้แสดงว่าไม่ได้โกหก


อย่างที่ท่านอรัญญิกพูด แต่ละองค์กรและโรงเรียนทั้งโลกนั้นต่างฝึกฝนให้คนของตน
หรือนักเรียนให้กลายเป็นกำลังในการต่อสู้
แล้วอย่างเรื่องที่ทุกประเทศในโลกต้องให้การร่วมมือกันควบคุมราชัน
[1]แห่งสายเลือดอสูรและทายาทราชาปีศาจ
เพื่อที่จะปกป้องมิติผกาย แม้จะมีการแบ่งพวกเป็นศัตรูหรือคู่แข่ง
แต่เรื่องนี้เราเองก็จะมาสู้กันเองไม่ได้
เพราะฉะนั้นฉันจะเล่าย้อนไปถึงเรื่องการล่าอาณานิคมด้วย หลังจากนี้อย่าลืมล่ะว่า
ถึงแม้ฟังเผิน ๆ ประวัติศาสตร์มิติผกายกับมิติสามัญจะเหมือนกัน
แต่ถ้าเราลองแยกประเด็นดี ๆ จะรู้เลยว่ามันแตกต่างกันมาก


พอเอ่ยถึงตรงนี้พงสณะก็หยุดพูด ทั้งบนรถที่นั่งโดยสารจึงมีเพียงแต่ความเงียบ
แสงอาทิตย์ส่องเข้ามาแล้วกระทบดวงตาสีดำขลับของเขาจนส่องประกายวาวดูน่าหวาดหวั่น
ศรีมองใบหน้าของพสณะที่ดูเรียบเฉยทว่าแฝงความจริงจังไว้
เธอรู้สึกว่านัยน์ตานั้นฉายแววตาวิตกทำให้พลอยกังวลไปด้วย
อรัญญิกเองก็รู้สึกว่าบรรยากาศตึงเครียด แต่นางก็ไม่ได้กล่าวอะไรออกมา
ทำเพียงแค่ฟังและทำใจกับความเป็นจริงต่อจากนี้


อย่างที่ฉันบอกไป
จนกว่าจะเล่าจบขออย่าให้เธอเข้าใจฉันผิดเลย
 ฉันขอร้องล่ะ



ศรีเงียบ ดวงตาของทั้งสองคนสบกันอย่างแน่วแน่
พงสณะสูดหายใจลึกก่อนจะกล่าวอย่างช้า ๆ ทว่าหนักแน่น


ถึงฉันจะเป็นมิตรกับเธอ แต่เราเป็นศัตรูกัน แล้วฉันเองก็ต้องฆ่าเธอ


 


 


 


 


 


 









[1] ราชัน หมายถึง พระราชา


ราชันย์
หมายถึง เชื้อ กษัตริย์



ตอนถัดไป
ตอนก่อนหน้า
ความคิดเห็น
-->