ราชันบุปผาไหว้ศพ

ตอนที่ 4 เกริ่น/องก์ที่ ๓ ก่อนเข้าสู่ความโหดร้ายในมิติผกาย...

 


เกริ่น/องก์ที่


ก่อนเข้าสู่ความโหดร้ายในมิติผกาย...


 


ถ้านับถือศาสนาพุธ
หากเราตกนรกอาจไปอยู่ในกระทะทองแดงหรือปีนต้นงิ้วแล้วแต่กรรม หากนับถือคริสต์อาจอยู่ในไฟนิรันดร*หรือแล้วแต่บุญบาป
 แล้วการที่ตัวผมที่ไม่นับถือศาสนานั้นผมจะไปตกนรก ขึ้นสวรรค์
หรืออยู่ ณ ที่หนใดกัน
?


 


ส่วนหนึ่งจากบทความเรื่อง ชีวิตของคนในมิติผกาย (ย่อ)


ผมเคยถามกับตัวเองว่าตอนนี้ตนเองมีชีวิตอยู่เพื่ออะไร ทำในสิ่งที่ผมรัก
คอยดูแลครอบครัว คนรัก เพื่อน หรือมีชีวิตไปเรื่อย ๆ โดยไม่รู้จักจุดจบ
ผมไม่อยากกระทำการโง่เขลาอย่างการฆ่าตัวตาย
เพราะผมมีความเชื่อและความหวังอยู่เล็กน้อย
ว่าสักวันตนจะได้รู้จักสิ่งสำคัญในชีวิตอันแท้จริง


ผมคิดว่าคนในมิติสามัญช่างน่าอิจฉานัก พวกเขารู้จักความตาย
เพราะพวกเขามีโอกาสในการมีชีวิตเพียงครั้งเดียว
ฉะนั้นพวกเขาส่วนใหญ่เลยใช้ชีวิตโดยที่กลัวตายตลอด
แม้จะไม่ได้แสดงอาการตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว
แต่พวกคนเหล่านั้นล้วนมีความรู้สึกนั้นอยู่ลึก ๆ ในใจเสมอ
แต่หากเป็นวัยชราพวกเขาจะเข้าใจในสัจธรรมและทำบุญเพราะความเชื่อในศาสนาที่ว่า
หากทำบุญจะได้รับผลตอบแทนที่ดีในภพหรือชาติหน้า
และหลังจากเสียชีวิตแล้วอาจจะนอนอยู่ในโลงอย่างสงบ


นี่คือสิ่งที่ผมคิดและเชื่อว่าหลายคนเป็นเช่นกัน
เพราะแต่กับพวกเราในมิติผกาย การมีชีวิตอยู่โดยไม่รู้จักจบสิ้นมันช่างเป็นผลกรรมที่ทรมานอย่างที่สุดนัก
เราจะฆ่าตัวตายไม่ได้เพราะมันบาป
จึงต้องใช้ชีวิตอยู่มานานแสนนานอย่างน่าเบื่อหน่าย
โดยเฉพาะคนที่มีอายุเกินร้อยแล้วล้วนเจอกับภัยสงครามมาตลอด การสุญเสีย ความแค้น
ความชิงชัง มันกัดกินหัวใจเรา
ในขณะที่คนมิติสามัญมีแต่สายเลือดสามัญพวกเขาจึงตายไปแล้วสูญสิ้นความทรงจำเมื่อไปยังภพหน้า
แต่กับเราต้องทนใช้ชีวิตมานานแสนนานราวกับท้องฟ้าที่ไร้เส้นขอบ


โดยเฉพาะนายิกาในประเทศไทย
จากการที่ผมเดินทางไปอยู่ในประเทศนั้นแล้วรู้จักกับตำแหน่งนายิกา ผมก็ได้ศึกษาประวัติศาสตร์ของพวกเธอของแต่ละคนมาหลายเรื่อง
ผมขอละในส่วนการยกตัวอย่างเรื่องของนายิกาสักคน
แต่จะกล่าวเพียงความรู้สึกระหว่างอ่านว่า นายิกาแต่ละคนมีชีวิตที่ลำบากแร้นแค้น
แล้วยิ่งคนไหนเป็นชนชั้นล่างในสมัยก่อนยิ่งต้องแบกรับความอดสูอย่างที่สุด
ถึงจะกล่าวเช่นนั้นแต่บางคนที่เป็นชนชั้นสูงในสมัยก่อนก็ลำบากไม่แพ้กัน
แล้วพวกนางยังต้องก้มหน้าก้มตาเผชิญกับการตัดรอนสิทธิของผู้หญิงไป
มันยิ่งทำให้บทบาทของพวกเธอลดลงจนน่าเลือนราง


ถึงกระนั้นบทบาทของพวกเธอก็เด่นชัดมากและมีอำนาจเหนือกว่าผู้ชายทุกคนในประเทศไทย
ในช่วงสมัยรัตนโกสินทร์นี้
ดูเหมือนว่าประวัติศาสตร์ในเรื่องเบื้องลึกเบื้องหลังของนายิกานั้นค่อนข้างคลุมเครือ
เพราะจากการอ่านเปรียบเทียบหนังสือในแต่ละเล่มจะกล่าวออกไปแตกต่างกันจนเห็นได้ชัด
ผมคิดว่าผู้รวบรวมหรือนักประวัติศาสตร์คงจะไม่สามารถทำข้อมูลในเรื่องของนายิกาได้มาก
เพราะพวกเธอคงไม่อยากให้อดีตอันเลวร้ายของตนเผยแพร่ให้ใครรับรู้


ที่กล่าวมาทั้งหมดผมไม่ได้นอกประเด็นที่จะสื่อ
เรื่องของนายิกาเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นการปรับเปลี่ยนอะไรหลาย ๆ
อย่างในสังคมปัจจุบันของมิติผกายในประเทศไทย เพราะการมีชีวิตที่อยู่ยืนยาวมานาน
ทำให้ต้องทนแบกรับความยากลำบาก แล้วต้องเข้มแข็งเพื่อพัฒนาประเทศ
ผมคงไม่สามารถกล่าวได้ว่าตนเองพูดอะไรให้มันเห็นได้ชัด
แต่ทุกคนในมิติผกายล้วนรู้เรื่องของโลกเราดี...


 


 


 

ตอนถัดไป
ตอนก่อนหน้า
ความคิดเห็น
-->