ราชันบุปผาไหว้ศพ

ตอนที่ 5 บทที่ ๔ ความทรงจำที่ค่อย ๆ คืบคลาน

บทที่ ๔


ความทรงจำที่ค่อย ๆ คืบคลาน


                                                                                                   


ยามใดที่มิอาจหลั่งรินน้ำตา
แม้ยามที่โศกเศร้ามากที่สุด คนคนนั้นคือผู้ที่อ่อนแอ


 


{บุคคลที่ ๒}


คุณกำลังนั่งอยู่ในห้องที่มืดสลัว


พอมองไปรอบ ๆ ก็จะเห็นเพียงแต่สีดำที่ปกคลุมรอบด้าน
บรรยากาศที่เงียบเชียบช่างเคล้ากับรอยยิ้มของผู้ที่อยู่เบื้องหน้าคุณ สิ่งที่คั่นกลางระหว่างคุณกับเขาคือตะเกียงดวงเล็ก
ๆ ที่มีเปลวไฟสีส้มส่องสว่างวูบไปวูบมาราวกับวิญญาณเริงระบำ


ชายหนุ่มเบื้องหน้ายิ้มบาง ๆ
แต่เจือด้วยความเศร้าที่เต็มไปด้วยความขบขัน


ผ่อนคลายหน่อยสิ ผมกับคุณเราเป็นเพื่อนกันนะ


กล้ามเนื้อที่แข็งเกร็งของคุณอ่อนยวบ ราวกับถ้อยคำอันนุ่มนวลของเขาปลอบโยน
คุณเผลอกลั้นหายใจเพราะอะไรบางอย่างที่น่าอึดอัด
 จากเขา


ผมควรจะเปิดไฟสินะ? ยังไงผมก็เข้าใจว่าคุณคงจะกลัว ๆ
เพราะบรรยากาศแบบนี้


คุณไม่พยักหน้าหรือทำอะไรมากกว่าการลอบหายใจ กลิ่นอับ ๆ
ของหนังสือในห้องที่คุณเพ่งมองได้ราง ๆ ทำให้คุณเวียนศีรษะ
คิดแต่ว่าเมื่อไหร่เขาจะพูดถึงธุระเสียที และคุณก็อยากออกไปจากที่นี่เหลือเกิน


ผมคงต้องเกริ่นก่อนว่าพี่น้องของผมเรา สนิทกัน?
จะว่าสนิทก็ไม่ถูก แต่เราก็
 ยังรักกัน?
ใช่ พวกเรายังคงรักกันเสมอ แต่มันเป็นเรื่องยากมาก เพราะ
 ว่าไป--- นั่นแหละ ความผิดพลาดของพ่อผม
ถ้าเทียบกับคนในมิติผกาย เขาถือเป็นคนวิปริต ชนิดที่อาจหาไม่ได้อีกเลยในมิตินี้
แต่ก็อย่างที่เรารู้กัน ว่าเลือดข้นยิ่งกว่าน้ำ
แล้วความจริงในข้อนั่นมันก็กระจ่างจนผมนึกกลัวขึ้นมา


คุณไม่เข้าใจที่เขาพูด แล้วหยิบทาร์ตบลูเบอร์รี่มากัดทานหนึ่งคำ
ก่อนจะเคี้ยวอย่างช้า ๆ อย่างใช้ความคิดและเบื่อหน่าย


ระหว่างนั้นคุณก็นึกอะไรได้


 


                {บุคคลที่ ๓}


มิติผกาย


ร่างกายเหมือนลอยคว้างไม่ยึดติดกับสิ่งใด ดวงตาลืมปรือช้า ๆ
พร้อมกับขนตางอนยาวที่กะพริบตาม มือปัดป่ายเล็กน้อยเมื่อเพิ่งรู้สึกตัวจากนิทรา
ศรีมองไปรอบ ๆ อย่างงุนงง
ร่างกายมีเหงื่อชุ่มจนเหนียวเหนอะหนะและเย็นเฉียบเหมือนคนตกน้ำมา
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะฝันร้ายหรือเปล่า
แต่ความรู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัวยังคงติดร่างหนึบ
รวมทั้งสมองก็ไร้ซึ่งภาพลวงที่ราตรีนิมิตให้ยล


อือ เช้าแล้วเหรอ?


สติยังมาไม่ครบ เลยไม่รู้สึกว่ากระทั่งแสงแดดอุ่น ๆ
ก็ยังไม่มาเยือนแม้แต่ห้องของเธอ หน้าต่างที่แง้มอยู่หน่อย ๆ
ทำให้พอมองเห็นว่าท้องฟ้ายังคงเป็นสีครามหม่น
ไม่เจิดจ้าเป็นเฉดสีขาวดั่งยามรุ่งอรุณ


เดี๋ยวนะ? หน้าต่าง? ทำไมถึงมีซี่กรง??


เด็กหญิงตาสว่างในทันใด เธอลุกขึ้นมาพรวดพราดจนเกิดอาการหน้ามืด
ความกังวลที่หัวใจชาหนึบและเหมือนโดนข่วนทำให้เธอไม่สบายใจเอามาก ๆ


เดี๋ยวก่อนสิ? ก่อนหน้านี้เกิดอะไรขึ้น? แล้วเราอยู่ที่ไหนกัน


นิ้วเรียวขาวผุดผ่องดุจดอกมะลิแตะแถว ๆ รัดเกล้า
เธอรู้สึกสบายใจเมื่อรู้สึกว่ายังมีปิ่นปักผมอีกอัน
 เพราะว่านั่นคืออาวุธของเธอ


ถึงจะเป็นแบบนั้นแต่หัวใจดวงน้อยก็เต้นตึกตักกระทบกับผิวหนังชั้นใน
รู้สึกได้ว่าผิวหนังสีแดงที่เต็มไปด้วยเส้นโลหิตและมีการไหลเวียนเลือดภายในนั้นกำลังพองขยายตัว


พอกวาดสายตามองไปรอบ ๆ เธอก็ยิ่งหวั่นเกรง
เมื่อพบว่าตนเองถูกขังในคุกแห่งหนึ่ง ความทรงจำก่อนหน้าไหลย้อนกลับมา
 เธอกำลังนั่งคุยกับพงสณะและอรัญญิกบนรถสองแถว
แล้วหลังจากนั้นล่ะ
?


 เกิดเรื่องอะไรขึ้น? ทำไมฉันถึงจำไม่ได้ล่ะ?


แกร๊ง


?!


         
     ศรีหันขวับ
ประตูห้องขังถูกเปิดโดยเด็กชายคนหนึ่ง
ซึ่งศรีไม่มั่นใจนักว่าเขาอายุไล่เลี่ยกับเธอหรือไม่ เพราะลักษณะภายนอกดูแล้วเป็นชาวยุโรป
(แน่นอนว่าการเทียบสรีระร่างกายและส่วนสูงในแต่ละอายุดูยาก
เพราะชาวยุโรปมักจะมีร่างกายที่สูงใหญ่กว่าชาวเอเชีย อย่างน้อยก็ในความคิดของเธอ)
เรือนผมสีทองยาวกว่าปรกติเล็กน้อย ดวงตาสีฟ้าอมเทาชวนให้นึกถึงฟ้าครึ้มฝน
จมูกโด่งชนิดที่ศรีคิดว่าคนอย่างเธอต่อให้ทำบุญกี่ชาติก็ไม่น่ามีเหมือนเขาได้
ผิวกายซีดขาวที่มีกระจาง ๆ
โผล่พ้นจากชายเสื้อโค้ทและเสื้อคลุมบางอย่างที่มีลายทอผ้าแถวขอบแบบพื้นบ้านซึ่งมีขนสัตว์ให้ความอบอุ่นเพิ่มขึ้น
ให้เดา ศรีคาดว่าคงเป็นลายพื้นเมืองแบบรัสเซีย เพราะเธอเคยเห็นตอนที่อ่านหนังสือประเภทสารคดี
ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมพื้นบ้าน
ไม่ก็อะไรก็ตามแต่ที่เกี่ยวกับรายละเอียดปลีกย่อยเกี่ยวกับประเทศต่าง ๆ


ในขณะที่แปลกใจเมื่อได้เห็นคนต่างชาติ
โดยลืมว่าตนเองไม่อยู่ในสถานการณ์ที่ปลอดภัย
ศรีก็นึกเรื่องไม่เป็นเรื่องว่าตนเองพูดภาษาอังกฤษไม่เก่ง
(และถ้าอีกฝ่ายเป็นคนรัสเซีย ศรีก็ไม่หวังเลยว่าจะพูดภาษารัสเซียได้)


               
ศรีปากสั่นขึ้นมาเพราะความตื่นเต้น
สมองค้นหาประโยคทักทายพื้นฐานของภาษารัสเซีย และภาษาอื่น
โดยไม่รู้สึกมาตั้งแต่แรกว่าคนตรงหน้าเธอแผ่ความเย็นยะเยือกที่ชวนขนลุกยิ่ง


Здравствуйте


“…


ดวงตาสีฟ้าอมเทากลอกมองไปรอบ ๆ
ราวกับชิ้นส่วนของอุปกรณ์ที่ไร้ชีวิตก่อนจะเลื่อนมาจ้องศรี เด็กหญิงสะดุ้งเฮือก


ระ เราพูดผิดเหรอ? หรือว่าสำเนียงเพี้ยน?


ศรีม้วนตัว ความร้อนวาบผ่านใบหน้าเหมือนรนไฟ


Are you Sungrasri?


 เสียงทุ้มนุ้มทว่าเต็มไปด้วยความแหบแห้งและหนาวเยือกดังเบา ๆ
ศรีเงยหน้ามองอีกฝ่าย แล้วค่อย ๆ ลุกขึ้น


เอ๊ะ---Please say that again


Are you giant?


เดี๋ยวนะ คำถามเหมือนเปลี่ยน แต่เขาอุตส่าห์พูดภาษาอังกฤษกับเรา


เอ๊ะ------เมื่อกี้เขาถามว่าเราเป็นยักษ์เหรอ?


หัวใจของศรีด้านชาขึ้นมาเหมือนโดนความหนาวเหน็บห่อหุ้มหลายคืน


ฉันควรตอบว่าใช่เหรอ? แล้วเขาเป็นใคร? ปองร้ายฉันหรือเปล่า?


ทว่าปากเธอก็ไม่หนักพอจะโกหก


YYes, I am. But what do you want of me?


ใบหน้าของเด็กชายเหมือนด้านชา สีหน้าเขาไม่เปลี่ยนหรือตุกติกแม้แต่น้อย


I
must kill you


“…


ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ที่ศรีไม่ตกใจเรื่องแบบนี้ ตอนเด็ก ๆ
เธอมักจะถูกหมายหัวไว้เสมอ ผ่านความเป็นความตายมานักต่อนัก
ความอดทนของเธอเลยมีมากกว่าคนอื่น ๆ
อย่างน้อยที่สุดก็มากกว่าเด็กทั่วไปที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกัน ถึงอย่างนั้นหัวใจดวงน้อยก็เต้นแรงกระทบผิวหนังจนรู้สึกได้ชัด


Why do you want to kill me?เสียงเธอสั่นเล็กน้อย
แต่ไม่ใช่เพราะความความกลัว
ความชื้นและกลิ่นอับเหมือราขึ้นทำให้เธอไม่อยากหายใจเพื่อได้กลิ่น เสียงเลยเพี้ยน
ๆ และขาด ๆ หาย ๆ


We dont have many times enough for your question


 ศรีเริ่มหงุดหงิด ถามอะไรก็ไม่ได้คำตอบ เธอยังคงถามด้วยภาษาอังกฤษผิด ๆ
ถูก ๆ ต่อไป


นี่ เธอมีธุระสำคัญอะไรถึงไม่ยอมตอบแม้แต่คำถามสั้น
ๆ ของฉัน
?


ฉันมีเรื่องต้องทำ
น่าเสียดายที่เผอิญคำตอบของฉันยาวกว่าคำถามของเธอ
 ---เอาล่ะ เราต้องไปแล้ว


เด็กชายคนนั้นมองเธอด้วยแววตาที่ยากจะอ่านออก
แต่ไม่ได้ให้ความรู้สึกที่น่าอึดอัด ศรีกลับอบอุ่นขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
เพราะดวงตาสีฟ้าอมเทาของเขาอ่อนโยนจนน่าแปลกใจ
ทว่าการกระทำต่อมาของเขาทำให้เด็กหญิงเริ่มเคือง
เมื่ออีกฝ่ายย่างกรายเข้ามาแล้วเหวี่ยงสายโซ่มัดร่างเธอประหนึ่งงูพุ่งเข้ากัดเหยื่อ
เธอเบิกตากว้างด้วยความตกใจ
ก่อนจะได้ถามอะไรเรี่ยวแรงที่ศรีรู้สึกว่ามากกว่าคนในมิติสามัญก็ลากร่างเธอให้ออกจากห้องขัง
พูดจริง ๆ ว่าแรงเธอเยอะกว่าผู้ชายทั่วไปในมิติสามัญเสียอีก
แต่กับคนนี้กลับต่อต้านไม่ได้ ซึ่งตัวเธอเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม
บางทีแรงที่เยอะผิดปรกติของตนเองอาจเป็นเพราะส่วนหนึ่งศรีเป็นยักษ์


ตอนที่เธอดิ้นรนสุดชีวิตและพยายามกระโดดถีบเด็กชาย
เจ้าตัวก็จ่อปืนเข้าที่ศีรษะเธอแล้วกระซิบเสียงเรียบ


พระเจ้าไม่ได้อยู่ที่นี่


ศรีมองเขาด้วยหางตาอย่างหวั่นเกรง ทว่าดวงตาสีดำก็ยังเต็มไปด้วยความเกรี้ยวกราดดั่งทะเลยามค่ำ


บ้าจริง! เราไม่ใช่สายเลือดอมตะ
ต่อให้ดิ้นได้ฝีมือการต่อสู้ของเขากับเราก็ต่างกันมากอยู่ดี แน่นอน
ไม่ว่าฉันจะเป็นคนยังไงก็ยังคงเป็นคนที่ใช้ชีวิตในมิติสามัญ
ย่อมไม่คุ้นกับการต่อสู้แบบเขา
 
ให้ตายสิ ปิ่นปักผม ดาบเล่มนั้นฉันเผลอทิ้งไป


ศรีเจ็บใจมากกว่ากลัว


ทางเดินมืดจนแทบมองไม่เห็นอะไร
ดูเหมือนเด็กชายจะคุ้นเคยกับความมืดดีเลยเดินโดยไม่ค่อยแสดงท่าทางเก้ ๆ กัง ๆ คอยคลำมือไปตามกำแพงหรือชั่งเท้า
ต่างกับศรีที่ทำมาอย่างที่กล่าวทุกอย่าง


ทว่านั่นไม่เท่าไหร่ ศรีรู้สึกอัดอัดจนแทบบ้า หน้ามืดจวนเจียนจะเป็นลม
ปลายเท้าและนิ้วชาเย็นเยือกไล่ตามร่างกายเรื่อย ๆ หูอื้อ เหงื่อไหลท่วมกาฬ
อะไรบางอย่างจู่โจมเธอทางประสาท


กลิ่นอายของความโศกเศร้าและความตาย


ผู้ใดหนอที่มอดม้วยในคุกแห่งนี้? ศรีมิอาจรู้ได้
แต่ความทุกข์ทรมานยังคงฝังรากลึกยิ่งกว่ารากของต้นโอ๊กที่กลืนกินดินชั้นในลึก ๆ
ลงไป เป็นความเจ็บปวดที่ใช้เวลานานนับร้อยปีกว่าจะแตะเพื่อปลอบประโลมได้


แสงสว่างมีมากขึ้นเล็กน้อย โทนสีของทิวทัศน์ในม่านตาเป็นสีฟ้า
ราวกับภาพในตอนเย็นที่ประเทศไทย ศรีอ้าปากค้างเล็กน้อยเพราะความแปลกใจมากกว่าตกใจสำหรับคนทั่วไป
เมื่อได้เห็นผนังแกะสลักและภาพวาดทวยเทพในตำนานของชาวคริสต์ ไม่สิ
ของโรมันไม่ก็กรีกเท่าที่เธอคุ้นเคย มันช่างวิจิตรเกินกว่าจะนำกล้องสักตัวมาถ่ายเก็บความงดงามไว้
ละเอียดอ่อนจนยากจะพูดมัน

ตอนถัดไป
ตอนก่อนหน้า
ความคิดเห็น
-->