ราชันบุปผาไหว้ศพ

ตอนที่ 8 บทที่ ๗ บาปของคนมิติผกาย

บทที่ ๗


บาปของคนมิติผกาย


 


ผัวะ!


ทันทีที่มาถึงโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในจังหวัดกรุงศรีอยุธยา ห้องพักฟื้น
๑๒๑ พิกุลก็หวดขาในรองเท้าบู้ทส้นสูงเข้าที่หน้าอรัญญิกโดยไม่ยั้ง เจ้าตัวซึ่งกำลังกึ่งนักกึ่งนอนบนเตียงคนไข้ตกจากเตียงไปนอนกลิ้งบนพื้น
ศรีปิดปากพร้อมกับดวงตาที่เบิกโพลง
รีบเข้าไปหาอรัญญิกหลังจากที่พิกุลแซงหน้าเธอไปกระทืบซ้ำอีกหลายครั้งครั้ง
อรัญยิกไอโขลกอย่างแรง เกร็งหน้าท้องแน่นเพื่อลดความเจ็บปวดจากการโดนกระทืบที่ตรงนั้น
น่าแปลกนักที่นางไม่มีท่าทีขัดขืนหรือคิดจะโต้กลับ
และนั่นก็ทำให้ศรีหงุดหงิดอย่างบอกไม่ถูก


ไร้ประโยชน์สิ้นดี! กะอีแค่เด็กเวรนี่ยังปกป้องไม่ได้
ริอาจเป็นรองนายิกาเรอะ
!


ผัวะ!


พอได้แล้วค่ะ คุณพิกุล! คุณอรัญญิกบาดเจ็บอยู่นะคะ!!” ศรีรั้งตัวพิกุลไว้ รู้สึกผิดจนท่วมท้นหัวใจ
อรัญญิกอุตส่าห์ช่วยเธอไว้ แต่กลับได้รับผลตอบแทนแบบนี้ ไม่ยุติธรรมเลย


---ไร้เมตตาเกินไปแล้ว
คนอะไรหน้าตาก็สวย แต่ใจคออำมหิตนัก
!


คะะ แค่ก ๆ ขอ--- ขอประทานอภัยด้วยเจ้าค่ะ!


อรัญญิกพยายามเค้นคำพูดออกมา
ยันร่างขึ้นจากพื้น แต่ก็ต้องกลับลงไปนอนใหม่เมื่อพิกุลซัดเข้าให้อีกที
นางช้อนคางอีกฝ่ายด้วยรองเท้าอย่างนึกรังเกียจ


ทะ ท่านอรัญญิก!


มันมิตายดอก!” พิกุลหันไปตะคอกใส่ศรี
ดึงแขนเธอแล้วเหวี่ยงออกไปอย่างแรงให้พ้นทาง สัญชาตญาณการต่อสู้ของศรีเริ่มทำงาน
เธอจึงไม่ล้มลงไปที่พื้นเพราะผ่านการฝึกฝนมาแล้ว


อรัญญิกมองพิกุลด้วยความรู้สึกผิด เสียงนางแหบพร่า ข้า ข้าผิดเอง
ที่ทำให้ศรีถูกลักพาตัว


พิกุลมองอรัญญิกอย่างพินิจด้วยแววตาเย็นชา
เตะปากอีกฝ่ายอีกครั้งก่อนจะก้าวออกไปจากห้อง ไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่กันแน่
แต่นั่นไม่สำคัญหรอก ศรีเห็นโอกาสแล้วก็เข้าไปประคองอรัญญิก
สำรวจร่างกายแล้วถามด้วยความเป็นห่วง


ขอโทษค่ะ! หนูผิดเองที่อ่อนแอจนพวกนั้นลักพาตัวไปอันที่จริงศรีก็ไม่รู้หรอกว่าก่อนหน้านี้ตัวเองขัดขืนอะไรบ้างหรือเปล่า
แต่ก็แน่ใจว่าตัวเองช่วยอะไรอีกฝ่ายไม่ได้ อรัญญิกยิ้มอ่อนแรง ส่ายหน้าอย่างช้า ๆ แม้ว่าก่อนหน้านี้จะเจอเรื่องพวกนั้นมา
ซ้ำยังโดนพิกุลทำร้ายซ้ำเติม แต่ก็ดูแข็งแรงจนน่าประหลาดใจ


อย่าห่วงข้าเลย
ข้าสิที่ทำให้เจ้าต้องมาตกระกำลำบาก
อรัญญิกค่อย ๆ ลุกขึ้น
ศรีช่วยประคอง ทว่าอีกฝ่ายปฏิเสธ เธอจึงทำได้เพียงแค่เฝ้ามอง หญิงสาวถักเปียเดี่ยวนั่งบนของเตียง


ทำไม คุณถึงไม่ป้องกันตัว ด้วยวิธีที่แน่นหนากว่านี้


อรัญญิกได้ยินแบบนั้นแล้วก็ขำเบา ๆ ศรีเอียงคออย่างสงสัย ท่านพิกุลก็เป็นเช่นนี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว เป็นคนปากร้าย ใจคอโหดเหี้ยม
แต่ก็เป็นห่วงคนที่ตัวเองรัก แม้ว่าท่านจะไม่เคยพูดคำนั้นเลยก็ตามที


ศรีไม่อยากเชื่อ พิกุลที่กระทืบคนบาดเจ็บน่ะรึจะเป็นห่วงคนอื่น? เห็นแก่ตัวล่ะสิไม่ว่า


ทั้ง ๆ ที่คุณพิกุลทำร้ายคุณ?


มันเป็นการสั่งสอนน่ะ
แต่ในสายตาคนอื่นแล้วจะเห็นว่าเป็นเรื่องโหดร้ายก็มิแปลกดอก
อรัญญิกอมยิ้ม ดูขมขื่นในบางครา แต่ข้าก็เคารพท่านพิกุลพอ ๆ
กับท่านซอ


ท่านซอ ใครเหรอคะ?


นายิกาประจำจังหวัดสุโขทัย
เจ้าคงแปลกใจล่ะสิว่าเหตุใดข้าถึงพูดถึงท่านแทนที่จะเป็นนายิกาประจำจังหวัดกรุงศรีอยุธยา
แน่นอน ศรีพยักหน้า
ดูตั้งอกตั้งใจฟังในสิ่งที่อีกฝ่ายเล่า


อรัญญิกเล่า ท่านซอเป็นผู้อุปถัมภ์ข้า
เลี้ยงดูเอาใจใส่มิขาดตกบกพร่อง ทั้งยังสอนศิลปะการต่อสู้และดนตรีหลายแขนง
ข้าจึงรักและเคารพท่านประหนึ่งแม่ ส่วนท่านอุบล นายิกาของข้า ท่านไม่ชอบพอข้านัก
ยามใดหาทางกลั่นแกล้งได้ก็ลงมือเสมอ
 หากมองในทางเจตนาดี
บางทีอาจจะเป็นการแสดงความเอ็นดูในแบบของท่านกระมัง
ว่าแล้วก็ขำคิกคัก
สีหน้าดูเหมือนจะปลง ๆ กับเรื่องนี้ ศรีจึงพลอยยิ้มเล็กน้อยตามไปด้วย


แล้วคุณพิกุลล่ะคะ?


คราแรกข้าก็หาได้ชอบพอไม่
แต่ท่านมักจะต่อสู้กับความอยุติธรรมเสมอ โดยเฉพาะนายิกาชั้นสูง
 ท่านอยู่เคียงข้างสยาม ไม่สิ
ประเทศไทย
 ---ใช่
ท่านยอมถวายชีวิตให้กับชาติไทยเราเสมอ แม้ว่าจะทารุณพวกเราด้วยก็ตาม
โดยเฉพาะตอนที่อ้ายพวกฝรั่งคิดจะมายึดเอาไทยเป็นเมืองขึ้น


ข้ายังจำวันนั้นได้ อรัญยิกกระซิบ
ดูล่องลอยไปในความทรงจำ แม้ว่าจะเต็มไปด้วยเรื่องโหดร้ายก็ตาม
ท่านพิกุลประกาศให้ได้ยินไปทั่ว ต่อหน้าพวกทหารของจักรวรรดิอังกฤษ


 


อ้ายพวกขลาดเขลาปัญญา! แม้นพวกเดรัจฉานยังมีคุณธรรมสูงกว่า
ข้าทำร้ายผู้คนในแผ่นดินข้า แต่หาได้เคยยึดเอาชีวิตพวกมันไม่
แล้วพวกเจ้าเล่าเป็นผู้ใดกัน
? คิดครอบครองสยามที่ตัวข้าและบรรพรุษร่วมรักษากันมา
คิดจะมาแย่งด้วยเหตุสายเลือดเจ้าบริสุทธิ์กว่า
 
---เจ้ากรรมนายเวรใดที่เอาความอุบาทว์เช่นนี้สาดเทให้? พวกเจ้าถึงได้กล้าเหยียบย่ำสยาม ---ไสหัวออกไป--- ก่อนที่ข้าจะราญรอนเอาชีวิตไปถึงแผ่นดินพวกเจ้า
และเมื่อถึงครานั้นก็อย่าได้หวังมีแผ่นดินให้อยู่อีกเลย
!!!


 



ศรีตกตะลึงกับถ้อยคำนั้น แม้ว่าอรัญญิกจะพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
แต่เธอก็รู้สึกได้ว่ามันเต็มไปด้วยความอาฆาตพยาบาทและเคียดแค้นอย่างถึงที่สุด
รู้สึกขนลุกขึ้นมา
เมื่อนึกภาพหญิงสาวเพียงคนเดียวที่กล้าต่อต้านกองกำลังทหารจากแดนอื่นที่มีอาวุธล้ำสมัยกว่าในกาลก่อน
โดยไร้ซึ่งความหวาดหวั่นต่อทุกสิ่ง


อรัญญิกเข้าใจว่าศรีรู้สึกอย่างไร
เพราะนางเป็นเช่นนั้นชัดแจ้งกว่าเนื่องจากเป็นสักขีพยานต่อถ้อยคำประหนึ่งสาปแช่งนั้นด้วยตนเอง


ข้าเองก็หาได้กลัวไม่หากต้องต่อกรกับพวกมัน
แต่ใช่ว่าจะกล้าประกาศตัดมิตรดั่งท่านพิกุล
ว่าแล้วก็ถอนหายใจพร้อมยิ้มเหนื่อย


พอมาคิด ๆ ดู อรัญญิกคงมีชีวิตมาหลายร้อยปี
ชีวิตคนปัจจุบันก็ว่าสาหัสแล้ว ผู้คนในโบราณกาลยิ่งทุกข์ระทมมากกว่า
เส้นแบ่งระหว่างความเป็นความตายเลือนหาย
สงครามใกล้ชิดกับพวกประหนึ่งเพื่อนบ้านที่น่าเกลียดชัง ทั้งการสูญเสีย เคียดแค้น
ความรักที่มีต่อชาติและผู้คนที่ล้มตายไปต่อหน้าต่อตา
แล้วยังถูกยึดแผ่นดินซ้ำไปซ้ำมา
ไม่ว่าสิ่งใดก็ล้วนทำให้ผู้คนตายได้โดยปราศจากอาวุธ
 คืนวันที่ได้ยินเสียงกรีดร้องทั้งคนเป็นและคนตาย
มีชีวิตอยู่อย่างอกสั่นขวัญแขวนจะเป็นบ้าตาย
วาดอนาคตที่เต็มไปด้วยเลือดรอยมทูตท่ามกลางเปลวเพลิง


เป็นเช่นนั้นมาตลอด


ผู้คนที่อยู่มานานขนาดนั้นต้องเข้มแข็งขนาดไหนกันนะ
ถึงยังมีชีวิตอยู่ได้
?


ศรีเผลอกำกางเกงแน่น ราวกับจะระบายความเศร้าใจ
ชีวิตที่เธอเป็นอยู่ว่าทุกข์ทรมานแล้ว ชีวิตของคนที่นี่ช่างสาหัสกว่า
อรัญญิกสังเกตว่าเด็กหญิงเงียบผิดปรกติ นางเดาได้ว่าอีกฝ่ายคิดสิ่งใดอยู่
จึงได้กล่าวปลอบประโลม


หาใช่เรื่องที่เจ้าต้องเศร้าใจไม่
สายเลือดที่มิอาจตายได้หรือไม่มีอายุขัย ล้วนเป็นผู้มีกรรมหนักทั้งนั้น


พอได้ฟังดังนั้นแล้วศรีก็งุนงง
เธอเคยได้ยินแต่ว่าคนที่มีอายุยืนจะเป็นผู้มีบุญมาก


เอ๊ะ? ทำไมล่ะคะ? ไม่ใช่ว่ายิ่งมีชีวิตอยู่นานจะยิ่งเป็นคนมีบุญมากเหรอคะ?


มีชีวิตอยู่โดยที่เราพานพบแต่ความเจ็บปวด
เช่นนี้แล้วถือว่าเป็นผลตอบแทนของผู้แสวงบุญรึ
?อรัญญิกถอนหายใจ มันเป็นความเชื่อมาแต่โบราณกาล
ทั้งศาสนาพุทธและศาสนาอื่น หากกล่าวตามความเชื่อของคนในมิติผกาย
ที่ว่าผู้มีชีวิตอยู่นานหลายปีเกินอายุขัยของคนในชมพูทวีป
 และพบเจอแต่ความทุกข์คนผู้นั้นคือผู้บาปหนัก


ลองมาคิด ๆ ดูก็ค่อนข้างสมเหตุสมผล
มีชีวิติอยู่แบบนั้นก็ไม่ต่างอะไรกับตายทั้งเป็น สาสมกับบาปกรรมของผู้ไร้คุณธรรม


คุณคิดว่าคนที่มีอายุขัยสั้นดีกว่ามั้ยคะ?ศรีอดคิดไม่ได้ว่าตายไปเสียยังดีกว่าเลย
หากไม่ได้ตกนรก


 อรัญญิกเงียบครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบ ก็หาได้ต่างกันนักดอก
แต่ข้าว่ามีชีวิตอยู่ย่อมดีกว่า ตายไปก็ไม่มีโอกาสสร้างบุญ


ก็จริงอย่างที่คุณอรัญญิกพูด


มาคิดดูอีกที ถ้ามองว่าสมควรแล้วที่พวกเขาเหล่านั้นเจอเรื่องแบบนี้เพราะมีบาปหนา
ก็จะไม่ค่อยเศร้าใจเท่าไหร่นัก
  เพราะฉะนั้นศรีจึงพยายามมองในมุมนั้นเพื่อไม่ให้ตัวเองรู้สึกแย่มากไปกว่านี้


อย่าใส่ใจนักเลย เรามีเรื่องที่สำคัญกว่านั้นอรัญญิกไม่อยากอยู่ในบรรยากาศหดหู่แบบนี้
เลยบ่ายเบี่ยงไปเรื่องอื่น
ข้าจะส่งเจ้ากลับไปที่มิติสามัญก่อนแล้วกัน


เดี๋ยวนะคะ คุณกับพสงณะพาหนูมาที่นี่ เอ๊ะ? พงสณะ---” ศรีเกลียดความรู้สึกเป็นห่วง
และยิ่งเกลียดมากขึ้นเมื่อเธอมีความรู้สึกเช่นนั้นต่อคนที่ตัวเองชังน้ำหน้า
แต่ไม่รู้ว่าเพราะความเมตตาของเธอหรือด้วยเหตุใดกันแน่ ถึงได้เป็นห่วงพงสณะแทนที่จะสมน้ำหน้า


พงสณะบาดเจ็บด้วยนี่คะ! เขากับคุณ ต่อสู้เพื่อหนู

ตอนถัดไป
ตอนก่อนหน้า
ความคิดเห็น
-->